
STA เปิดแผนปั๊มยอดขาย รักษาแชมป์ยางพาราโลก
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาผลผลิตและความคาดหวังนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ส่งผลให้แนวโน้มผลการดำเนินงานของผู้ผลิตยางพาราอย่างบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปตามราคายางที่ทยอยฟื้น
“วิชญ์พล สินเจริญกุล” ผู้ช่วยผู้จัดการ แผนกยางธรรมชาติ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ให้สัมภาษณ์ว่า ในปี 2559 บริษัทจะทำยอดขายทำสถิติสูงสุดใหม่ประมาณ 1.4 ล้านตัน สูงกว่าเป้าหมายที่เคยวางไว้ที่ประมาณ 1.2 ล้านตัน และในปี 2560 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายที่ประมาณ 1.7 ล้านตัน ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และในปี 2561 มีเป้าหมายยอดขายที่ 2 ล้านตัน ทุบสถิติใหม่ต่อเนื่องด้วย
ยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องสูงกว่าการบริโภคยางพาราของโลกที่เติบโตปีละ 2-3% เพราะบริษัทเชี่ยวชาญในการผลิตยาง สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพตามความต้องการของลูกค้า และส่งมอบได้ตามเวลาที่กำหนดไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร แม้ว่าจะมีผลขาดทุน เพราะการทำธุรกิจยางแบบดั้งเดิมในอดีตหากขายขาดทุนจะไม่มีการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า ถือเป็นเครดิตของบริษัทที่ใช้ระยะเวลาสร้างมายาวนาน ขณะที่การหาลูกค้าใหม่ยังทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตเครื่องสำอางเพิ่ม แต่เป็นลูกค้าที่ใช้ในปริมาณไม่สูงมากเท่ากับการผลิตล้อรถยนต์และถุงมือ
สำหรับลูกค้าที่มีความต้องการใช้ยาง คือกลุ่มยางล้อรถยนต์และถุงมือ ซึ่งมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี ขณะที่กำลังการผลิตของบริษัทจะมีการขยายทุก 10 เดือน เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เติบโต ซึ่งในปีนี้จะมีโรงงานใหม่ที่ จ.เลย เริ่มผลิตในปี 2560 จะมีโรงงานใหม่ที่ จ.สกลนคร แต่ที่ผ่านมาแม้บริษัทมีกำลังการผลิตที่สูง แต่ช่วงที่ผ่านมาราคายางพาราเป็นขาลง บริษัทไม่ได้เน้นการเพิ่มยอดขายเพราะจะทำให้ขาดทุนได้
นโยบายของบริษัทต้องการจะครองส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของโลกเพื่อครองอันดับ 1 ไว้ต่อไป โดยมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์เป็น 20% จากปี 2559 ที่ 11% จากการบริโภคยางพาราของทั้งโลกในปีนี้ที่ประมาณ 12 ล้านตัน ขณะที่แผนการใช้งบลงทุนรวมในปี 2560 และปี 2561 ประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี รวมถึงเพื่อกำลังการผลิตใหม่จะใช้เงินลงทุน
หากราคายางเป็นขาขึ้นจะส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทสูงขึ้นจากช่วงยางพาราที่เป็นขาลง เพราะบริษัทจะมีอำนาจในการต่อรองราคาขายได้มากขึ้น เนื่องจากลูกค้าจะเร่งการซื้อเร็วขึ้น เพราะกังวลว่าราคาจะปรับขึ้นไปต่อ
ทั้งนี้ ไตรมาส 3/2559 ที่ผ่านมาที่บริษัทมีผลการขาดทุนเกิดจากผลกระทบจากปัญหาผลผลิตขาดแคลนจนเกิดภาวะแย่งซื้อวัตถุดิบ ขณะที่ราคาขายสินค้าของบริษัทนิ่งวิ่งไม่ทันตามราคาวัตถุดิบที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิต ซึ่งราคาขายเริ่มขยับดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 4/2559 วิธีการขายล่วงหน้าของบริษัทยังคล้ายเดิม จะขายล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน
ขณะที่ปัญหาภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกยางพาราที่สำคัญมีปัญหาฝนตกหนัก ทำให้ซัพพลายวัตถุดิบในตลาดหายไป แต่บริษัทไม่มีความกังวลเพราะการกระจายทำเลที่ตั้งของโรงงานอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย และไม่ใช่ในเขตภาคใต้จำนวน 9 โรงงาน ขณะที่กำลังการผลิตในปี 2559 ที่ 2.4 ล้านตัน แบ่งเป็น จากโรงงานของไทยสัดส่วน 80% และอีก 20% เป็นโรงงานในอินโดนีเซีย
“การเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบรายเล็กในการจัดหาซื้อวัตถุดิบ เพราะบริษัทจะสั่งซื้อในวอลุ่มจำนวนมาก”
ผลผลิตยางพาราในตลาดหายไปอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาส 2-3/2559 เพราะมีการเลื่อนเปิดกรีดยางหลายพื้นที่เพาะปลูกที่ล่าช้าออกไปของชาวสวนยางเฉลี่ย 1-1 เดือนครึ่ง จากการที่ฝนตกหนักรวมถึงราคายางพาราก่อนหน้านี้ที่ลดลงไปต่ำมาก ทำให้แรงงานที่รับจ้างกรีดยางเปลี่ยนมาทำงานในภาคอุตสาหกรรมแทน ที่มีอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ดีกว่า
ทั้งนี้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคายางขณะนี้เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี 2559 โดยมีสินค้ายางแผ่นและยางแท่งเป็นตัวที่ชี้วัดในเดือน ม.ค. 2559 ตลาดยางไซคอม ประเทศสิงคโปร์ (SICOM) อยู่ที่ 1,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน ปัจจุบันขึ้นมาที่ 1,700 เหรียญสหรัฐ/ตัน ถือเป็นการฟื้นจากจุดต่ำสุดที่ผ่านไปแล้ว ขณะที่ราคาปัจจุบันเป็นระดับราคาที่ไม่ยั่งยืน เพราะการขึ้นมาเป็นเพียง 25% ของจุดสูงสุดในปี 2554 ประมาณ 5,500 เหรียญสหรัฐ/ตัน ดังนั้นราคายางพาราในตลาดมีโอกาสขยับขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 4 ของทุกปีจะเป็นช่วงที่มีความต้องการยางพาราเพิ่มสูงสุดของปี เพราะเป็นช่วงที่ต้องมีการซื้อยางพาราเก็บสต๊อกไว้ เพราะในช่วงเดือน ก.ย.-เม.ย.จะเป็นช่วงปิดกรีดยางพารา ส่งผลให้ในช่วงนั้นจะไม่มีวัตถุดิบออกมาสู่ตลาด เทียบกับช่วงยางพาราขาลงผู้ที่ใช้ยางพาราจะรอไปซื้อไตรมาสแรก
ขณะนี้ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นช่วงราคายางขาขึ้น โดยหลังสิ้นไตรมาส 4/2559 นี้จะเริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจน เนื่องจากในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ราคายางพาราอยู่ระดับใกล้เคียงปี 2558 จากก่อนหน้านี้ที่ราคายางพารามีการปรับลดลงเฉลี่ยปีละ 20-30%
ทริสเรทติ้งเพิ่งจัดอันดับเครดิตให้ STA ในเดือน พ.ย.นี้ที่ A- แนวโน้มคงที่จากการเป็นผู้ผลิตยางชั้นนำของโลก โดยครึ่งแรกปีนี้มีมาร์เก็ตแชร์สูงสุด 11.6% มีความสามารถในการทำกำไรและสร้างกระแสเงินสดโดยมีกำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (อีบิตดา) 1,384-4,945 ล้านบาท ระหว่างปี 2554-2558
ครึ่งแรกปีนี้บริษัทมีอีบิตดา 1,375 ล้านบาท ลดลง18.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องมาจากความสามารถในการทำกำไรที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม STA คาดว่าราคายางพาราที่ฟื้นตัวจะยังสามารถรักษากระแสเงินสดไว้ได้จากอัตราส่วนอีบิตดาที่ 6 เท่า เทียบ 3.63 เท่า เมื่อปี 2557 และ 3.76 เท่า เมื่อปี 2558







