
มหาวิทยาลัย 4.0
เวลานี้ใครๆ ก็พูดถึง “Thailand 4.0” อันเป็นนโยบายและความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการปฏิรูปและขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ระดับโลก ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อก้าวให้พ้นกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income) และพ้นหล่มแห่งความเหลื่อมล้ำในสังคมและเศรษฐกิจ
เวลานี้ใครๆ ก็พูดถึง “Thailand 4.0” อันเป็นนโยบายและความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการปฏิรูปและขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ระดับโลก ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อก้าวให้พ้นกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income) และพ้นหล่มแห่งความเหลื่อมล้ำในสังคมและเศรษฐกิจ
ดังนั้น จะเห็นว่าธุรกิจอุตสาหกรรมในวันนี้ ก็ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น “Industry 4.0” เช่นกัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ความจริงแล้วยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนทำงานและประชาชนโดยรวมด้วย
ผู้ที่ได้ติดตามข่าวสารอยู่เสมอจะพบว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังจะวิ่งบนถนนในอนาคตอันใกล้ ปั๊มน้ำมันก็จะแปรเป็นสถานีชาร์จไฟฟ้า โรงงานในต่างประเทศจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีคนทำงาน แต่เป็นเครื่องจักรกลอัตโนมัติ โรงงานจะเป็นแบบ Factory Automation กระบวนการผลิตก็เป็น Process Automation ซึ่งมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งาน โดยพนักงานไปอยู่กันในห้องควบคุม สั่งงานเครื่องจักรผ่านจอควบคุมหรือมือถือ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และสื่อสารกันได้หมด
วันนี้สถาบันการศึกษาในบ้านเรา ก็ตื่นตัวไปมาก อย่างกรณีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้ร่วมมือกับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หนึ่งในบริษัทผู้นำด้านการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และนวัตกรรมไอซีทีของโลก โดยเปิดห้องปฏิบัติการ “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ” (Smart IA Lab) แห่งแรกของไทย ซึ่งก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี ที่เรียกว่า “Industrial Automation : IA” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาวิศวกรรุ่นใหม่ให้ใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกระตุ้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมๆ กับส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการประเภทสตาร์ทอัพ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศสู่ “Thailand 4.0” ให้ยั่งยืน
ในพิธีเปิดห้องแล็บอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมานั้น สุชาติ เซี่ยงฉิน รักษาการแทนอธิการบดี ได้กล่าวถึงเทรนด์โลกและวิถีชีวิตรอบตัวเราว่า มันจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยสมาร์ทเทคโนโลยีและอินดัสเทรียลออโตเมชั่น 4.0 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอัตโนมัติและการเชื่อมต่อทั้งสิ้น จึงถึงเวลาที่เราจะต้องพัฒนาการศึกษาสำหรับคนรุ่นใหม่ให้รองรับ “ธุรกิจอุตสาหกรรม 4.0” (Industry 4.0) โดยปัจจัยที่จะทำให้นักศึกษาไทยประสบความสำเร็จ ก็คือ ต้องมีห้องเรียนที่ดี มีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยอย่าง Smart IA Lab ที่กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สามารถนำศาสตร์สาขาต่างๆ มาใช้สร้างสรรค์และต่อยอดนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราจะต้องเร่งพัฒนาคนให้พร้อมรองรับ “อุตสาหกรรม 4.0” ซึ่งใช้ระบบอัตโนมัติ เพื่อก้าวสู่ “ประเทศไทย 4.0” อย่างมั่นคง
เพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0 และประเทศไทย 4.0 นั้น เห็นว่าประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากร 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มวิศวกรที่จะนำระบบ Industrial Automation (IA) ไปออกแบบปรับปรุงและพัฒนาโรงงานและระบบการผลิตสู่อุตสาหกรรม 4.0 2.กลุ่มที่จะบำรุงรักษา Industrial Automation (IA) และ 3.กลุ่มที่มีทักษะในการเป็นผู้ใช้ระบบ Industrial Automation (IA)
อุดมเกียรติ นนทแก้ว คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. มีความเห็นว่า ขณะนี้โรงงานบ้านเรามีทั้ง 2.0 และ 3.0 สำหรับ 4.0 ก็เริ่มมีบ้างแล้ว โรงงานในประเทศไทยจะต้องพัฒนาด้วยการยกระดับไปใช้ระบบเทคโนโลยีอัตโนมัติมากขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด บุคลากรไทยก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้ที่จะพัฒนาด้วยความรู้จริงดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเน้น “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” เราจะต้องปรับประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ เมื่อเราไม่มีแรงงานเพียงพอ เราก็ต้องให้ระบบอัตโนมัติทำ แต่ยังต้องรักษาตำแหน่งงานไว้ให้คนไปทำงานกับระบบอัตโนมัติ
ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะเข้าไปรับภาระงานที่หนัก งานที่ต้องทำซ้ำๆ และงานที่ต้องการความแม่นยำ ทุกวันนี้เราไม่ต้องกลัวว่าคนจะถูกแย่งงาน แต่คนจะย้ายไปทำงานระดับสูงขึ้น เช่น งานควบคุมเครื่องจักรและบริหารจัดการที่ต้องใช้สติปัญญา และข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ระบบอัตโนมัติเหล่านี้จะยกระดับโรงงานไปสู่ “อุตสาหกรรม 4.0” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองลูกค้า หรือผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มได้มากกว่าเดิม
วันนี้ มจพ.จึงเริ่มความเป็น “มหาวิทยาลัย 4.0” หรือ “มจพ. 4.0”ที่เน้น “ความรู้คู่การปฏิบัติจริง” ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่ “ยุค 4.0” ครับผม!







