
ไมเนอร์ฯลุยอ่านอินเตอร์แอ็กทีฟ เจาะตลาดภูธรออนไลน์ยังโตน้อย
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว แต่สำหรับในกลุ่มธุรกิจหนังสือแล้วกลับพบว่าพ่อแม่ยุคใหม่สวนกระแสกับเทรนด์ที่เกิดขึ้น ต้องการให้ลูกหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านมากกว่าจะให้ลูกเล่นแอพพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาและเรียนรู้ผ่านทางแท็บเล็ต ไอแพด สมาร์ทโฟน ส่งผลให้ธุรกิจหนังสือสำหรับเด็ก 3-8 ปียังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก
สุทัศน์ อนุวุฒินาวิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในเครือไมเนอร์ เปิดเผยว่า นโยบายของบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาหนังสืออินเตอร์แอ็กทีฟสำหรับกลุ่มเด็ก 3-8 ขวบ โดยดึงเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนผสมผ่านการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ปากกาพูดภาษาอังกฤษ ทำให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้ หรือเป็นมากกว่าแค่หนังสือแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อตอบโจทย์ของพ่อแม่ต้องการให้ลูกอ่านหนังสือมากกว่าเรียนรู้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น เพราะต้องนั่งควบคุมลูกตลอดเวลา
ขณะที่กลุ่มเป้าหมายระดับมัธยมศึกษากระทั่งวัยทำงานมุ่งนำเสนอสินค้ากลุ่มหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แอพพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งปีหน้าบริษัทเปิดตัวหนังสือเด็กและแอพพลิเคชั่นใหม่อย่างไม่ต่ำกว่า 3-4 รายการ อาทิ กลุ่มเด็กหนังสือ STEM เป็นแนวทางการเรียนการสอนที่มีลักษณะของการบูรณาการการเรียนการสอน 4 ด้าน วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) คณิตศาสตร์ (Mathematics) ส่วนกลุ่มเด็กโตและผู้ใหญ่เปิดตัวแอพพลิเคชั่นเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง เพื่อฝึกทักษะทางภาษา
ทั้งนี้ แผนตลาดเดินหน้าขยายต่างจังหวัดในเชิงรุก หลังพบว่ามีโอกาสเติบโตสูงจากช่องทางการขายมีน้อย โดยเพิ่มทีมขายตรงหนังสือจาก 30 คน เป็น 60 คน เน้นกลุ่มหนังสือราคาตั้งแต่ 9,900-2 หมื่นบาท จากสัดส่วน 20% เป็น 30% เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถจับต้องได้ง่ายมากขึ้น ส่วนหนังสือระดับพรีเมียมราคาตั้งแต่ 2- 3 หมื่นบาทขึ้นไป จาก 80% เหลือ 70% ส่วนใหญ่ขายพ่อแม่ที่อยู่กรุงเทพฯ โดยคาดว่าปีหน้าบริษัทเพิ่มฐานลูกค้าต่างจังหวัดจาก 15% เป็น 30% และกรุงเทพฯ จาก 85% เหลือเป็น 70%
“ส่วนการบริหารการชำระเงินการซื้อหนังสือบริษัทใช้ระบบเงินผ่อนผ่านบัตรเครดิต 30% และต้องชำระเงินสด 70% เพราะทิศทางเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวดีนัก เพื่อป้องกันหนี้สูญ พบว่าคู่แข่งของไมเนอร์เปิดระบบเงินผ่อนในเปอร์เซ็นต์สูง และในช่วงกลางปีที่ผ่านมาแม้ว่ายอดขายเพิ่มขึ้น แต่ปัญหาหนี้สูญก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนเหตุผลหนังสือในธุรกิจขายตรงค่อนข้างมีราคาสูง เพราะเป็นหนังสืออินเตอร์แอ็กทีฟเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์จูงใจให้พ่อแม่ตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่าย จากการศึกษาพบว่าคนไทยชอบซื้อหนังสือดังกล่าวให้ลูก ทำให้มีต้นทุนสินค้าค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเทียบกับหนังสือปกติ” สุทัศน์ กล่าว
ด้านช่องทางจำหน่ายหนังสือผ่านทางออนไลน์ บริษัทก็ให้ความสำคัญควบคู่กับออฟไลน์ แต่มองว่าออนไลน์เป็นเพียงแค่ช่องทางเล็กๆ เท่านั้น แม้ว่าพฤติกรรมคนพร้อมจะซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ มีผู้เล่นรายใหญ่ทั้งอาลีบาบา อเมซอน เข้ามาสร้างตลาด แต่เชื่อว่าอีก 5 ปีข้างหน้าช่องทางออนไลน์มีสัดส่วนเพิ่มจาก 5% เป็น 10% จึงมองว่าช่องทางออฟไลน์ มีด้วยกัน 4 ช่องทางยังมีความสำคัญ ประกอบด้วย การออกบูธร้านหนังสือตามศูนย์การค้ามีสัดส่วน 50% การออกบูธในงานสัมมนา 20% ส่วนการขายหนังสือผ่านธุรกิจขายตรงมีสัดส่วน 20% ส่วนอี-คอมเมิร์ซและทางโทรศัพท์ 10%
สำหรับรายได้ทั้งปีบริษัทวางเป้าหมายเติบโต 3% หรือปิดรายได้เกือบ 140 ล้านบาท ซึ่งในช่วงไตรมาส 4 สภาพตลาดไม่คึกคักรายได้เติบโต 1-2% จากปกติต้องเติบโต 3% โดยเฉพาะเดือน ต.ค. รายได้ลดลง 30-40% ประชาชนคนไทยและทีมขายตรงไม่มีอารมณ์ซื้อและขายสินค้า หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูิพลอดุลยเดช แต่เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมารายได้ทั้งปีติดลบ 10% เนื่องจากบริษัทเปิดบูธจำหน่ายสินค้าจำนวนมากแต่กลับไม่ได้สร้างรายได้และเป็นต้นทุนทางธุรกิจ สำหรับปีหน้าการทำตลาดเชิงรุกผลักดันให้รายได้เติบโต 30% หรือกว่า 170 ล้านบาท
หลายปีที่ผ่านมาพ่อแม่รุ่นใหม่เลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีให้เล่นไอแพด แต่จากค่านิยมเริ่มเปลี่ยน หนังสืออินเตอร์แอ็กทีฟผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีเข้ากับหนังสือเป็นทางสายกลาง ช่วยพัฒนาเด็กไทยให้สนุกกับการเรียนรู้ ขณะที่ช่องทางออนไลน์แม้ค่ายขายตรง จะหันมาโฟกัสทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ แต่เชื่อว่าตลาดนี้ยังอีกยาวไกลสำหรับธุรกิจขายตรง เพราะยังเป็นช่องทางเล็กมากเมื่อเทียบกับธุรกิจรีเทล ขณะที่พฤติกรรมคนซื้อสินค้าขายตรง ก็ยังต้องการข้อมูลสินค้าจากนักธุรกิจ เพื่อสร้างความมั่นใจและการตัดสินใจซื้ออยู่ดี







