posttoday
ทรัมป์มา ทองร่วง

ทรัมป์มา ทองร่วง

21 พฤศจิกายน 2559

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมาสร้างความแปลกประหลาดใจต่อตลาดการเงินและตลาดทองคำเป็นอย่างมาก เพราะปรากฏว่า การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ในช่วงกลางเดือน ม.ค.ปีหน้าที่จะมาถึง ถือเป็นการพลิกความคาดหมายอย่างมาก โดยแต่เดิมมีการคาดการณ์ว่าตลาดการเงินน่าจะออกมาแย่ลงอย่างมาก และจะส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมาสร้างความแปลกประหลาดใจต่อตลาดการเงินและตลาดทองคำเป็นอย่างมาก เพราะปรากฏว่า การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ในช่วงกลางเดือน ม.ค.ปีหน้าที่จะมาถึง ถือเป็นการพลิกความคาดหมายอย่างมาก โดยแต่เดิมมีการคาดการณ์ว่าตลาดการเงินน่าจะออกมาแย่ลงอย่างมาก และจะส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า

ขณะเดียวกัน ทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง สภาวะที่ผ่านมาในช่วง 7 วันทำการ ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 6 เดือนด้วยซ้ำไป ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีเหรียญสหรัฐจากระดับ 98.32 จุด ก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นทะลุ 100 จุด และในคืนวันศุกร์ขึ้นไปที่ระดับ 101.48 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2546 และถือเป็นการทุบสถิติการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐในรอบกว่า 13 ปี

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการปรับตัวลดลงของราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยทองคำที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น จากการที่จะได้ทรัมป์มาเป็นประธานาธิบดี กลับทำให้ราคาทองคำร่วงลงอย่างหนักจากระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์โดยประมาณ ณ ขณะนี้ทองคำลงมาอยู่แถวระดับ 1,210 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเรียกได้ว่าในช่วง 7 วันทำการนั้น ราคาทองคำลดลงมากว่า 100 เหรียญสหรัฐแล้ว

ขณะที่ราคาทองคำไทยปรับตัวลดลงตามอย่างรุนแรงเช่นกัน จากระดับ 22,200 บาท/บาททองคำ ณ ขณะนี้ เหลือเพียง 20,450 บาท/บาททองคำ หรือร่วงลงเกือบ 1,800 บาท/บาททองคำ อย่างไรก็ดี การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาต่อเนื่องในช่วง 7 วันทำการ จากระดับ 34.80 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ระดับ 35.62 บาท/เหรียญสหรัฐในขณะนี้ ก็ถือเป็นตัวช่วยตัวหนึ่งที่ทำให้ทองคำไทยปรับตัวสูงขึ้นและไม่หลุดบาทละ 20,000 บาท

อย่างไรก็ดี แรงเทขายในตลาดทองคำที่มีเข้ามาอย่างหนักตอนนี้ ส่วนหนึ่งมาจากกองทุน SPDR ซึ่งถือเป็นกองทุนทองคำขนาดใหญ่ที่เทขายออกมาในช่วง 7 วันทำการเกือบ 40 ตัน โดยทั้งหมดนี้ถือเป็นการหักปากกาเซียนนักวิเคราะห์ที่ออกมาวิเคราะห์ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ทองคำยังถูกพายุกระหน่ำซ้ำสอง จากความคาดหวังที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า และคาดว่าโอกาสที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าก็มีสูงขึ้น หากนโยบายของทรัมป์มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาจริง โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจมากๆ จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามมา ซึ่งเฟดมีโอกาสจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าได้มากถึง 2 ครั้งเลยทีเดียว

ถือว่าการตอบคำถามของประธานเฟดในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาก็ค่อนข้างชัดเจนว่าอาจจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานรวมทั้งอัตราเงินเฟ้อนั้นเริ่มเข้าสู่เป้าหมายที่เฟดได้ตั้งไว้ ส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์ให้มองว่า มีโอกาสประมาณ 95% ที่เฟดจะทำการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค

ราคาทองคำปรับตัวลงหลุดแนวรับสำคัญ 1,250 เหรียญสหรัฐ และ 1,220 เหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ทำให้โดยภาพองค์รวมทางเทคนิคเป็นแนวโน้มทิศทางขาลงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากราคาหลุดแนวรับทุกเส้น และทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 9 เดือนด้วยซ้ำไป ทองคำจะมีแนวรับทางจิตวิทยา 1,200 เหรียญสหรัฐ หากหลุดลงมาก็มีโอกาสจะลงลึกมาที่ 1,160 เหรียญสหรัฐได้

สำหรับแนวต้านด้านจะอยู่ที่ระดับ 1,220 เหรียญสหรัฐ และ 1,250 เหรียญสหรัฐตามลำดับ สำหรับ Gold Futures Series Z ที่ซื้อขายอยู่ ณ ขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยนักลงทุนครึ่งหนึ่งกลับสภาวะเป็น Short Position เพื่อรองรับกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ขณะที่ราคาทองคำไทยจะมีแนวรับสำคัญบาทละ 20,100 บาท และมีแนวต้านหลักที่ระดับ 20,700 บาท ยังคาดว่ามีโอกาสที่ทองคำจะปรับตัวลดลง แต่ราคาทองคำไทยจะปรับตัวลงตามช้ากว่าเนื่องจากค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่า

การแก้ไขพอร์ตการลงทุนในสภาพที่ตลาดปรับทิศเป็นขาลง

MTS Gold แม่ทองสุก ผู้นำการลงทุนในทองคำได้ย้ำเน้นนักลงทุนอยู่เสมอว่า การปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้ตามแนวโน้มทิศทางของตลาดที่เปลี่ยนไปนั้นมีความสำคัญ นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องมีวินัยในการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนและขึ้นลงอย่างรวดเร็ว การปรับเปลี่ยนสถานะก็จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้รวดเร็วตาม มิเช่นนั้นจะอยู่ในสภาวะติดดอยสูง หรือติดในภาวะถูกลากไปเชือด ดังนั้นการลงทุนมีความจำเป็นที่นักลงทุนจะต้องเข้าใจและบริหารความเสี่ยงตามสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และต้องมีคำสั่ง Stop Loss หรือที่เราเรียกว่าตัดภาวะขาดทุนหรือความเสี่ยงให้น้อยลงไป

การที่จะยืนกรานว่าไม่ขายไม่ขาดทุน หรือทำใจไม่ได้ในการขายขาดทุน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและนักลงทุนจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติให้ถูกต้อง จากการวิเคราะห์ตามแนวโน้ม นักลงทุนในระยะยาวที่ไม่ได้ซื้อ Leverage หรือไม่ได้ใช้อัตราทด รวมทั้งไม่ได้ใช้ Margin สูงเท่านั้น จึงจะสามารถทนต่อสภาวะเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ดี การปรับพอร์ตการลงทุนให้ไปตามสภาพที่เป็นจริง จะทำให้นักลงทุนอยู่ในโลกความเป็นจริงอย่างมีความสุข และสามารถลงทุนในตลาดได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดี สนใจลงทุนทองคำติดต่อ MTS Call Center 02-770-7777

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ