
แรงสะเทือนจากทรัมป์
กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นเกิดใหม่เป็นสัปดาห์ที่ 2 ก่อนไหลเข้าสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ กระแสการโยกย้ายเงินทุนครั้งนี้เป็นผลพวงจากการคาดการณ์ที่เทไปทางด้านที่ว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเร่งเงินเฟ้อในสหรัฐ อัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะขึ้นเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้
กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นเกิดใหม่เป็นสัปดาห์ที่ 2 ก่อนไหลเข้าสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ กระแสการโยกย้ายเงินทุนครั้งนี้เป็นผลพวงจากการคาดการณ์ที่เทไปทางด้านที่ว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเร่งเงินเฟ้อในสหรัฐ อัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะขึ้นเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้
ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ดัชนีเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นราว 4% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทะลุแนวต้าน 100.5 มาเคลื่อนไหวอยู่แถว 101.3 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาราคาพันธบัตรทั่วโลกทรุด ดันบอนด์ยิลด์พุ่งแรง บอนด์ยิลด์พันธบัตร 10 ปีของสหรัฐทะยานขึ้นราว 0.5% ล่าสุดปิดอยู่ที่ 2.35%
ด้านตลาดหุ้นเกิดใหม่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ส่งผลกดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง กรณีระบบการเงินไทยอยู่ในสถานะที่ดีมากที่จะรับมือกับ “เงินทุนไหลออก” เนื่องจากสภาพคล่องในระบบสูงลิ่ว เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 8% ของจีดีพีคิดเป็นกว่า 1 ล้านล้านบาท/ปี
นอกจากนั้น ธปท.ยังมีเครื่องมือในการปรับสภาพคล่องทางการเงิน คือ มีพันธบัตร ธปท.คงค้างที่สูงถึงราว 2.7 ล้านล้านบาท ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศก็สูงถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่หนี้ต่างประเทศอยู่ในสัดส่วนต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค นอกจากนั้นสัดส่วนการถือครองตราสารหนี้และหุ้นไทยก็ต่ำเมื่อเทียบกับของเพื่อนบ้าน หรือเทียบกับตัวเองในอดีตไทยจึงเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่ปลอดภัยที่สุด
หากแบ่งนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.นโยบายการคลัง 2.นโยบายการค้า 3.นโยบายการเงิน ประเมินว่านโยบายการคลังน่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญมากกว่านโยบายอื่น นโยบายด้านการค้านั้น แม้ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส แต่อัตราภาษีการค้าน่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะมีผลบังคับใช้ และผลกระทบยังต้องขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของคู่ค้าของสหรัฐด้วย
สำหรับนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐยังคงมีอิสระในการดำเนินนโยบายเฟดคงจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ธ.ค.นี้ และอย่างน้อยอีก 2 ครั้งในปีหน้า ท่าทีของเฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นมิตรต่อตลาดในปี 2560 ก่อนที่จะมาเป็นเร่งขึ้นดอกเบี้ยในปี 2561 เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ เจเน็ต เยลเลน จะออกจากตำแหน่งประธานเฟด หลังครบวาระในเดือน ก.พ. 2561
แม้จะเผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออก แต่ตลาดหุ้นไทยก่อนสิ้นปีนี้ยังมีความเสี่ยงด้านล่างจำกัดอยู่แถว 1,455 จุด กรณีเลวร้ายยังมีแนวรับสำรองที่ 1,412 จุด เนื่องจากสภาพคล่องทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง และเม็ดเงิน LTF/RMF ที่รอไหลเข้าตลาดไม่น้อยกว่าอีก 2 หมื่นล้านบาทก่อนสิ้นปี จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง ราคาหุ้นที่ลดลงจะทำให้ Valuation หุ้นไทยดูน่าสนใจมากขึ้น ดึงดูดเงินลงทุนระยะกลาง-ยาวเข้าช้อนซื้อ
แนะรอเลือกซื้อหุ้นรายตัว เช่น BJC (รับรู้กำไร BIGC เต็มไตรมาส ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง จะถูกรวมเข้าดัชนี MSCI ปลายเดือนนี้ และมีโอกาสสูงที่จะถูกรวมเข้าไปในการคำนวณดัชนี SET50) EA (รับรู้รายได้จากกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม ผลการดำเนินงานมีเสถียรภาพสูง) กลุ่มที่กำไรยังมีแนวโน้มดี KCE, BEAUTY, CHG, CK, ILINK, IRPC เป็นต้น (โปรดศึกษาเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนจากบทวิเคราะห์ของธนชาต)







