
รมว.เกษตรเผยอียูชมไทยแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายได้ดี
พล.อ.ฉัตรชัยเผยอียูชมไทยแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายได้ดี ลุ้นผลการประเมินใหม่ในปี2560
พล.อ.ฉัตรชัยเผยอียูชมไทยแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายได้ดี ลุ้นผลการประเมินใหม่ในปี2560
พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลการเดินทางมาตรวจเยี่ยมของคณะกรรมการยุโรป(อียู)เพื่อติดตามความก้าวหน้าแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ไทยได้รับคำชมว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ดี โดยเฉพาะการปฏิบัติงานของศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย(ศปมผ.) เจ้าหน้าที่กรมประมง ที่มีการแก้ไขอย่างมากในเรื่องของกฎหมายสำคัญ
ทั้งนี้อียู ขอให้ไทยเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาแรงงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขกฎหมายในหลายด้านที่จะต้องผ่านการพิจารณาตามกฎหมายของไทย ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีจะช่วยดูเรื่องนี้
ด้านนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สหภาพยุโรปแจ้งว่าจะเดินทางมาหารือกับกรมประมงถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม(ไอยูยู) อีกครั้งในเดือนม.ค. 2560 ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าจะมีคำตอบเรื่องใบเหลือง ใบแดงหรือไม่ เพราะเป็นการพิจารณาของสหภาพยุโรป(อียู) รัฐบาลไทยคงตอบไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำดีที่สุดและอียูก็พอใจถึงแนวทางการแก้ไขของไทย โดยในการเดินทางมาเยือนไทยในช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้ชมว่า พรก.การประมง พ.ศ. 2558 ของไทย เป็นกฎหมายที่ดีมากฉบับหนึ่งของโลกและขณะนี้พบว่าหลายประเทศกำลังจะนำไปเป็นไปแบบอย่าง
ทั้งนี้สิ่งที่อียู ได้ตั้งข้อสังเกตคือปริมาณเรือของไทยที่ยังมีมากกว่าทรัพยากรทางทะเลที่มี โดยเห็นว่า ควรมีเรือประมงพาณิชย์ไม่เกิน 1 หมื่นลำ ขณะที่ปัจจุบันมีเรือประมงที่จดทะเบียนเรือถูกต้องและมีใบอาชญาบัตรหรือใบอนุญาตทำประมงประมาณ 1.1 หมื่นลำ และอีกประมาณ 2 พันลำที่มีทะเบียนเรือไม่ได้รับใบอนุญาตทำประมงเนื่องจากเป็นเรือที่มีเครื่องเรือประมงผิดกฎหมาย ซึ่งกรมประมงได้เตรียมเสนอมาตรการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อของบประมาณมาดำเนินการช่วยเหลือชาวประมงกลุ่มดังกล่าว ในขณะที่จะต้องดูแลเรือประมงพื้นบ้านด้วยเพื่อให้มีการทำประมงยั่งยืน เนื่องจากแม้จะเป็นเรือเล็กแต่มีการพัฒนาเครื่องมือให้สามารถจับปลาและสามารถทำลายได้เกือบเท่าเรือประมงพาณิชย์ จึงต้องมีการควบคุมซึ่งมีประมาณ 2.8 หมื่นลำต้องนำมาแยกให้ชัดเพื่อแยกออกจากเรือประมงพื้นบ้านจริงๆ ซึ่งจะมีการเชิญประมงพื้นที่บ้าน 22 จังหวัดมาหารืออีกครั้ง
"คาดว่ามาตรการช่วยเหลือจะเสร็จประมาณสิ้นเดือน ส.ค.เพื่อเสนอ ครม. ของบประมาณในการดำเนินการประกอบด้วย การซื้อเรือคืนเพื่อนำมาทำเรือประมงท่องเที่ยว เรือวิจัย หรือทำปะการัง หรือสนับสนุนงบประมาณเพื่อการปรับปรุงเครื่องมือเรือประมงให้ถูกกฎหมายเป็นต้น ทั้งนี้อยู่ระหว่างการแยกกลุ่ม เพื่อลงรายละเอียดรายกลุ่ม เสนองบประมาณ"อธิบดีกรมประมงกล่าว
นอกจากนั้นอียู ได้มีการติดเครื่องติดตามเรือหรือวีเอ็มเอสนั้น อียู ขอให้ไทยมีการดำเนินการด้วยระบบอิเลคทรอนิคที่สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายได้ ซึ่งกรมจะมีการพัฒนาระบบติดตาเรือให้ได้มาตรฐานต่อไปเพราะเรื่องนี้ต้องมีการพัฒนาตลอดเวลา รวมถึงการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อติดตามได้ว่าไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่มาจากไอยูยู
ก่อนหน้านี้ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ. 2559 ลงวันที่ 13กันยายน 2559 และได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 มีผลให้ เจ้าของเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไป หรือเจ้าของเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 10ตันกรอสขึ้นไปที่ใช้เครื่องมือทําการประมงประเภท อวนลาก อวนล้อมจับ และอวนครอบปลากะตัก ที่มีคนต่างด้าวทำงานในเรือประมง ต้องมายื่นคำขอรับหนังสือคนประจำเรือสำหรับคนต่างด้าว ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง (PIPO) ตั้งแต่วันที่15 ก.ย. นี้ เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นไปตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 โดยผู้ที่ยื่นคำขอก่อนวันที่15 ต.ค. 2559 จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม
ทั้งนี้ในพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 83ได้กำหนดให้คนประจำเรือต้องมีหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และในกรณีคนประจำเรือเป็นคนต่างด้าว ต้องได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และต้องได้รับใบอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว
เจ้าของเรือประมงพาณิชย์ที่มีขนาดตั้งแต่30 ตันกรอสขึ้นไป และ 10 ตันกรอสขึ้นไปที่ใช้เครื่องมืออวนลาก อวนล้อมจับ อวนครอบปลากะตัก ที่ประสงค์จะให้คนต่างด้าว ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ทำงานบนเรือประมง ต้องจัดให้แรงงานผู้นั้นยื่นคำขอรับหนังสือคนประจำเรือ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2559 เป็นต้นไป เจ้าของเรือประมงพาณิชย์ ที่ จะต้องมายื่นคำขอรับหนังสือคนประจำเรือ (Sea Book) สำหรับแรงงานต่างด้าว ณ ศูนย์การควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง







