
คาดปีหน้าเริ่มให้กู้พีทูพี
ธปท.เล็งเสนอแนวทางกำกับฟินเทคต่อกระทรวงการคลังภายในปีนี้ ชี้ปีหน้าเปิดบริการให้กู้พีทูพี
ธปท.เล็งเสนอแนวทางกำกับฟินเทคต่อกระทรวงการคลังภายในปีนี้ ชี้ปีหน้าเปิดบริการให้กู้พีทูพี
นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาสมาคมนักวางแผนการเงินไทย หัวข้อ “Regulatory Sand : Perspective form the BOT ” ว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทั้งที่เป็นสถาบันการเงินและบริษัทผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) ให้ความสนใจเข้ามาสอบถามการเข้ามาทดลองให้บริการทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในพื้นที่ของ ธปท. หรือเรกูเลเตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ (Regulatory Sandbo) จำนวนมาก
ล่าสุด ธปท.ได้ปิดรับฟังความเห็นแนวทางการกำกับดูแลการให้บริการปล่อยกู้ระหว่างบุคคล หรือพีทูพี (P2P) จากทุกฝ่ายไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากนี้คาดว่าจะจัดทำแนวทางการกำกับและเสนอกระทรวงการคลังได้ภายในปีนี้ และหากคลังพิจารณาอนุมัติก็น่าจะสามารถนำมาบังคับใช้ได้ในปี 2560
“คาดว่าปีหน้าจะสามารถนำกฎเกณฑ์ที่วางไว้มาใช้ดูแลพีทูพีได้ในปีหน้าเลย อย่างไรก็ดีการให้บริการพีทูพีเรายังมีความกังวลอยู่บ้างในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคและการคัดกรองลูกค้าว่าจะมีข้อมูลครอบคลุมที่เพียงพอแค่ไหน เช่น ผู้ที่จะให้กู้นำเงินจากไหนมาปล่อยกู้ หรือผู้ที่กู้ไปแล้วจะวัดความสามารถในการชำระคืนได้มากน้อยเพียงใด เป็นต้น” นางวิเรขา กล่าว
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีมีผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการกู้ยืมแบบพีทูพีมาคุยกับ ธปท.แล้ว 18-20 ราย โดยเกณฑ์กำกับสำคัญคือการดูแลลูกค้า โดยฟินเทคผู้ให้บริการต้องมีการให้ข้อมูลลูกค้าและนักลงทุนให้ครบถ้วน ทั้งนี้ก่อนการให้บริการจริงจะต้องเข้ามาทดสอบในแซนด์บ็อกซ์ก่อน
อย่างไรก็ตาม ในการกำกับดูแลพีทูพีของ ธปท.จะพยายามไม่ไปจำกัดการให้บริการของทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการมากนัก เนื่องจากต้องการให้เทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) เกิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์และลดอุปสรรคด้านการกำกับ เพื่อช่วยส่งเสริมการแข่งขันในตลาดและเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ให้ฟินเทคเป็นผู้เล่นหรือให้บริการได้รวดเร็วขึ้น เพียงแต่ก่อนการให้บริการจริงก็ควรนำมาทดลองให้บริการที่จำกัดผู้ใช้บริการในเรกูเลเตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ก่อน เพื่อดูข้อดีข้อเสียและความเสี่ยงต่างๆ ก่อนจะให้บริการได้ทั่วไป โดย ธปท.จะเน้นดูแลเรื่องการให้ผู้บริโภคเข้าใจและมีทางเลือกมากขึ้น
นางวิเรขา กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีในเรกูเลเตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ รวม 9 ประเทศ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น ถือว่าเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วมาก เทียบกับช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ที่มีเพียง 4 ประเทศ แต่ปัจจุบันมีประเทศที่มีเรกูเลเตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ ประกอบด้วย อังกฤษ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อาบูดาบี ฮ่องกง อินโดนีเซีย แคนาดา และไทย ซึ่งเริ่มมีพื้นที่ทดลองให้ผู้ให้บริการทางเงินที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมาเป็นพลังขับเคลื่อนและเข้ามาเติมเต็มการให้บริการทางการเงินสอดคล้องกับการส่งเสริมดิจิทัลของระบบการเงินไทยตามแผนพัฒนาระบบ
การเงินระยะที่ 3







