
แนวทางที่ พ่อสร้าง (5)
โดย...ทัธภร ธนาวริทธิ์
โดย...ทัธภร ธนาวริทธิ์
นโยบายต่างๆ ในการพัฒนาประเทศนั้น ในท้ายที่สุดผู้จัดทำนโยบายต้องการอะไรเป็นคำถามที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการทำความเข้าใจ พรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายต่างๆ ในการหาเสียงประโยชน์ของนโยบายท้ายที่สุดตกอยู่กับใคร
แนวทางในการพัฒนาตั้งแต่อดีตมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการให้คำจำกัดความของการพัฒนา ความกินดีอยู่ดีของประชาชน การที่องค์กรต่างประเทศกำหนดมาตรวัดต่างๆ ให้กับประเทศอื่นๆ ได้ทำตามก็เหมือนกับการยัดเยียดให้แต่ละประเทศต้องเดินตาม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นที่ต้องการของประชาชน ไม่เหมาะกับบริบทของประเทศ เริ่มตั้งแต่การกำหนดตัววัดจีดีพี ผลผลิตมวลรวมประชาชาติว่าต้องได้ 5-7% ถึงจะเรียกว่าการพัฒนา ซึ่งไม่ได้คิดถึงเรื่องการกระจายรายได้ ไม่ได้สนใจว่าการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจการผลิตต่างๆ ที่ใช้ทรัพยากรในอนาคตมาใช้หรือไม่ จะกระทบคนรุ่นหลังอย่างไร สิ่งแวดล้อม และสังคมจะเป็นอย่างไร ก็มีการปรับเปลี่ยนความหมายเรื่อยมาให้ครอบคลุมถึงสังคม สิ่งแวดล้อม และมนุษย์ จนกระทั่งปัจจุบันมีการพูดถึงดัชนีความสุข ซึ่งมีปัจจัยการวัดที่หลากหลายมากกว่าแค่เรื่องการผลิตหรือเศรษฐกิจ
นโยบายต่างๆ ของรัฐในการพัฒนาประเทศก็เช่นกัน ในแต่ละนโยบายย่อมมีกลุ่มที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ แต่สุดท้ายผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ หรือกลุ่มผลประโยชน์เพียงไม่กี่กลุ่ม นักการเมืองไม่กี่คน สิ่งเหล่านี้ผู้จัดทำนโยบายคงจะรู้อยู่แก่ใจว่าแผนงานและโครงการต่างๆ สุดท้ายใครที่ได้ประโยชน์จริงๆ แม้ว่าปัจจุบันจะมีการประเมินผลโดยหน่วยงานกลาง หรือนักวิชาการมากมาย ซึ่งพบทั้งข้อดีและข้อเสีย ค่าใช้จ่ายที่มักเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ตกถึงประชาชน จนเกิดคำถามขึ้นว่าจะมีไหมโครงการที่พอจะสามารถหยิบยกมาเป็นตัวอย่างในการดำเนินงาน หรือโครงการที่ทุกคนเห็นว่าคุ้มค่าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติอย่างยั่งยืน
กว่า 4,000 โครงการที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 สามารถเป็นต้นแบบให้กับคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำนโยบาย ควรทำการศึกษาโครงการที่มีงบประมาณที่จำกัด แต่ก่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืนกับประชาชนคนไทยโดยส่วนใหญ่ การช่วยให้ประชาชนอยู่ได้ด้วยตนเอง ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริม ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติให้อยู่กับลูกหลานได้ต่อไปอย่างยั่งยืน เป็นโครงการที่ให้ประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ การลดช่องว่างความไม่เท่าเทียม ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเพิ่มช่องว่างในความไม่เท่าเทียม หรือเป็นโครงการประชานิยม แต่ไม่เห็นผลที่ยั่งยืนเหมือนนโยบายก่อนๆ ในยุคที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าบางโครงการจะถูกยุติไปแล้ว แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกลับไม่สามารถเรียกคืนมาได้เลย







