
สูตรเพิ่ม...สตาร์ทอัพ
ผ่านไปกว่าครึ่งปีที่รัฐบาลทุ่มสรรพกำลังผลักดันสร้างเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพ อัดทั้งนโยบาย กิจกรรม งบประมาณ มาตรการภาษี สินเชื่อ ร่วมลงทุน จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุนแบบครบวงจร ทุ่มสุดตัวจัด Ecosystem เต็มรูปแบบ เพื่อหวังช่วยเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสร้างธุรกิจเล็กแต่โตแบบก้าวกระโดดให้เกิดขึ้นในสังคม
ผู้ประกอบการไทยมากๆ
ยังไม่มีหน่วยงานไหนออกมาให้ข้อมูล ว่า ขณะนี้มีเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพดังว่าเกิดขึ้นแล้วกี่มากน้อย ผมมีโอกาสลงพื้นที่หลายจังหวัด ยอมรับว่ามีความตื่นตัวโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ เช่น จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี ขอนแก่น คนรุ่นใหม่หันมาทำธุรกิจเล็กๆ แบบเงียบๆ ทำเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ออนไลน์ ลงทุนไม่มาก ส่วนใหญ่หมดไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี ใช้แรงงานกันเอง เช่าใช้ Co-working space เป็นออฟฟิศ ตกเย็นนัดรวมตัวตามร้านอาหารหรือร้านกาแฟพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน คนรุ่นใหม่เหล่านี้มีความคิดดี หัวก้าวหน้า กล้าลุย หาข้อมูลเก่ง เชื่อมั่นในตัวเองสูง แต่ที่ไม่เชี่ยวชาญคือระบบงานหลังบ้านของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัญชี การเงิน ภาษี ข้อกฎหมาย และเรื่องคน
สรุปง่ายๆ คือ กลุ่มสตาร์ทอัพเก่งงานหน้าบ้าน แต่ไม่ถนัดงานหลังบ้าน เก่ง 30% อ่อน 70% ทำธุรกิจแบบห่วงหน้าพะวงหลัง ทำไปแล้วยังไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิด มีสิทธิโดนย้อนหลังหรือไม่ ปรึกษาใครก็ไม่สะดวก จ้างใครก็ไม่ได้เพราะไซส์เล็กแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว
หลายคนจึงลังเลไม่กล้าเปิดธุรกิจ หลายคนลองทำเล็กๆ แบบส่วนตัวไปก่อน คนที่ทำอยู่แล้วก็ยังไม่อยากจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่รัฐอยากให้ทำ แม้ว่าขณะนี้ใช้เพียงคนเดียวก็จดบริษัทได้แล้วก็ตาม และยังมีส่วนหนึ่งที่ล้มคว่ำทำธุรกิจต่อไม่ได้เพราะมีปัญหาเรื่องงานแบ็กออฟฟิศที่ตัวเองไม่ถนัด
สิ่งที่ภาครัฐอัดฉีดไปแล้วทั้งหมดนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่อาจไม่ตอบโจทย์ใหญ่ ไม่ได้แก้ไขปัญหาชีวิตที่แท้จริงของคนทำธุรกิจ ผมอยากเสนอสูตรเพิ่มเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพแนวใหม่ คือ สูตร One Man One Business หนึ่งคนก็ทำธุรกิจได้ สตาร์ทอัพธุรกิจด้วยคนคนเดียว ตัวเจ้าของกิจการมุ่งเน้นทำในสิ่งที่ตัวเองเก่ง คือ เดินหน้าขายธุรกิจที่คิดค้น ส่วนเรื่องสับสนคืองานหลังบ้านทั้งหมดปล่อยให้มืออาชีพทำ ไม่ต้องมีออฟฟิศ ไม่ต้องจ้างคน ไม่ต้องลงทุนทำระบบงาน บรรดางานบัญชี ภาษี การเงิน วางบิลเก็บเงิน ส่งของ และอื่นๆ ตั้งเป็นกองบัญชาการรวมศูนย์ให้บริการแบบ One to Many หนึ่งทีมรับผิดชอบเอสเอ็มอี 10-20
กิจการทุกอย่างเข้าระบบสามารถดูข้อมูลได้ด้วยปลายนิ้ว ฟูมฟัก 3 ปี ให้แข็งมีแผนเป็นขั้นๆ ก่อนปล่อยบินต่อไป เรื่องเงินทุนไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อหรือร่วมลงทุนก็อัดฉีดให้เต็มที่ แค่กันวงเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายรายปีเพื่อหมุนเวียนไม่ให้สะดุด ส่วนกำไรก็ใช้สูตรแบ่งปันตามสัดส่วนที่ตกลง วิน-วินทุกฝ่าย เถ้าแก่มือใหม่เดินเครื่องเจาะธุรกิจเต็มสูบไม่ต้องห่วงหลังบ้าน ระบบการเงินเป็นบัญชีเดียว คนปล่อยกู้หรือร่วมลงทุนก็สบายใจ
สูตรนี้มีหลายประเทศทำสำเร็จแล้ว ในเมืองไทยก็มีเอกชนเปิดให้บริการ Outsource งานบางอย่างมานาน แต่แพงและไม่ครอบคลุมงานหลังบ้านทั้งหมด เอสเอ็มอีมือใหม่ไม่มีปัญญาใช้บริการ จึงอยากให้รัฐลองพิจารณาแบ่งงบประมาณไม่มากมาเริ่มต้นทำ น่าจะเกิดมรรคผลช่วยสร้างสตาร์ทอัพใหม่ๆ ได้มากกว่าเดิม







