
แบงก์ซมพิษเศรษฐกิจ เอ็นพีแอลสูงรอบ5ปี
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยังจำกัดเฉพาะบางภาคส่วน ส่งผลให้สินเชื่อขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง และคุณภาพสินเชื่อด้อยลงต่อเนื่อง
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ไตรมาส 3 ปีนี้ สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวเพียง 2.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เติบโตต่ำสุดในรอบ 6 ปี และน่าจะขยายตัวต่ำกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ส่วนหนึ่งเพราะภาคธุรกิจหนีไปออกตราสารหนี้แทนการกู้จากธนาคารพาณิชย์ และกระทรวงการคลังออกพันธบัตรคืนหนี้มากขึ้น สินเชื่อธนาคารจึงเติบโตน้อยลง
สำหรับปีนี้สินเชื่อน่าจะโตได้ 2.4-3% โดยโอกาสที่จะโตมากกว่า 2.4% มีอยู่มาก แต่โอกาสน้อยที่จะให้โตเกิน 3% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจมีอัตราการใช้วงเงินเฉลี่ย 50% ของการยื่นขอกู้ไว้ ลดลงจากปี 2554-2555 ที่ใช้ 60% ทำให้สินเชื่อธุรกิจลดลงต่อเนื่อง แต่ไตรมาส 3 ปีนี้ เริ่มเห็นสินเชื่อมีทิศทางขยับบ้าง
ทั้งนี้ สินเชื่อรวมที่โต 2.4% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งมีสัดส่วน 67.6% ของสินเชื่อรวมขยายตัว 1.1% ชะลอลง จาก 2% ในไตรมาสก่อน จากภาคธุรกิจหันไประดมทุนด้วยการออกหุ้นแทน ด้านสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) หดตัว 2% ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 2.5% โดยยังหดตัวในภาคอุตสาหกรรม ด้านสินเชื่อเอสเอ็มอีโต 3.2% เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในไตรมาสก่อน จากภาคบริการเป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค ซึ่งมีสัดส่วน 32.4% ของสินเชื่อรวม โต 5.2% ชะลอลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนโต 6% จากสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต
นอกจากสินเชื่อโตน้อยแล้ว เอ็นพีแอลยังเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.89% ของสินเชื่อรวมที่ 11.78 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2554 ที่เอ็นพีแอลเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 2.95% โดยสินเชื่อรายย่อยเป็นเอ็นพีแอลมากสุดในสินเชื่อบัตรเครดิต ขยับสูงขึ้นจาก 4.25% ของสินเชื่อรวม เป็น 5.1% สูงสุดในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ปี 2548 แต่ไม่น่าห่วงเพราะสัดส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตมีสัดส่วนน้อยเพียง 1.7% ของพอร์ตสินเชื่อรวม
ขณะที่สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan หรือเอสเอ็ม) มียอดคงค้าง 3.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 2.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนเอสเอ็มต่อสินเชื่อรวมปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.38% จาก 2.17% ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วงไตรมาสนี้ แต่ไม่น่ากังวลมากนัก เพราะลดลงจากอดีตมากแล้ว
“คาดว่าเอ็นพีแอลปีนี้ไม่น่าจะอยู่เท่านี้ น่าจะไปสูงสุด (พีก) ในปีหน้าประมาณไตรมาสแรก หรือ 2 มากกว่า เนื่องจากไตรมาส 4 ปีนี้ ธนาคารมักบริหารจัดการหนี้เสียได้ดี ปรับโครงสร้างหนี้และการตัดหนี้ขาย ทำให้หนี้เสียจะไม่มากไปกว่าไตรมาสนี้ โดยคาดว่าเอสเอ็มอีจะเป็นภาคธุรกิจที่มีเอ็นพีแอลสูงสุด” ดอน กล่าว
อย่างไรก็ดี การกันสำรองที่เพิ่มขึ้นคงกดดันการทำกำไรของธนาคารอยู่บ้าง แต่ยังไม่เห็นในขณะนี้ เนื่องจากธนาคารบริหารต้นทุนด้านรายจ่ายเงินฝากได้ดี โดยธนาคารทั้งระบบกันสำรองเพิ่มขึ้น 2.1 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 5.132 แสนล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนเงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองที่พึงกันตามเกณฑ์เพิ่มมาอยู่ที่ 161.6% จากไตรมาสก่อน 161.3% แต่แม้จะมีการกันสำรองหนี้เสียเพิ่ม ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีกำไรจากการดำเนินงานในระดับสูง 9.71 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4.98 หมื่นล้านบาท เพราะมีการลดรายจ่ายด้านดอกเบี้ยเงินฝากได้ดี
อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (NIM) ทรงตัวที่ 2.6% อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (ROA) ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.1% จาก 1.2% ในไตรมาสก่อน แต่ฐานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ยังแกร่ง มีเงินกองทุนรวม 2.4 ล้านล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) เพิ่มเป็น 18.5% จาก 17.5%







