
เร่งแจ้งเกิดอาร์เซ็ป
นักวิชาการแนะอาเซียนต้องหันมาจับมือเพิ่มการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น พร้อมเร่งเจรจาอาร์เซ็ปให้เกิดเป็นรูปธรรมภายใน 1-2 ปีนี้
นักวิชาการแนะอาเซียนต้องหันมาจับมือเพิ่มการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น พร้อมเร่งเจรจาอาร์เซ็ปให้เกิดเป็นรูปธรรมภายใน 1-2 ปีนี้
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ต่อจากนี้ไปอาเซียนจะต้องจับมือกันมากขึ้นในเรื่องของการค้าและการลงทุน รวมทั้งต้องเร่งเปิดการเจรจาความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ให้เกิดเป็นรูปธรรมภายใน 1-2 ปีนี้ให้ได้ เพื่อเพิ่มการค้าและการลงทุนระหว่างสมาชิกอาเซียนบวก 6 ชดเชยการค้าและการส่งออกในกรณีที่จีนส่งออกสินค้าเข้าไปยังตลาดสหรัฐได้น้อยลง
ทั้งนี้ หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ จะส่งผลให้การค้าและการเงินในโลกนี้ผันผวนมากขึ้น เนื่องจากทรัมป์มีนโยบายชัดเจนว่าจะกีดกันการค้าจากจีน ด้วยการใช้นโยบายเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราสูงสุด เพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งสินค้าทั้งจากไทยและอาเซียนต่างพึ่งพาการส่งออกไปตลาดจีนเยอะ ทำให้กระทบต่อการส่งออกของประเทศอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก
“อาเซียนมีทางเลือก 2 ทาง คือ อาร์เซ็ปและความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) แต่ทีพีพีตอนนี้คงต้องทอดเวลายาวออกไปอีก เพราะทรัมป์มาจากคนละขั้วนโยบายกับโอบามา ที่ไม่ต้องการเร่งให้เกิดทีพีพี แต่ก็ไม่ถึงกับล้มเลิกไปเลย ดังนั้นอาเซียนต้องจับมือกันผลักดันอาเซ็ปให้เกิดเป็นรูปธรรมภายใน 1-2 ปีนี้ เพื่อหาทางออกทางการค้าในภูมิภาคอาเซียน เพราะแกนนำเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป ทำให้จีนและอินเดียจึงมีความสำคัญขึ้นในภูมิภาคนี้” นายอัทธ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะทำให้การลงทุนของสหรัฐในไทยและอาเซียนลดลง เนื่องจากมีนโยบายดึงดูดเงินลงทุนกลับเข้าไปลงทุนในประเทศ ลดการนำเข้า เน้นการลงทุน และจ้างงานในประเทศ เพื่อปกป้องการการค้า หลังสหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนในปี 2558 มากถึง 7.54 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 49.24% และขาดดุลกับอาเซียน 7.70 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 10.34%
นายอัทธ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาการค้าและการลงทุนระหว่างภายในอาเซียนยังมีน้อยมาก โดยเฉพาะการลงทุน ซึ่งจากนี้อาเซียนควรมานั่งคุยกันเพื่อหารือเกี่ยวกับข้ออุปสรรคต่างๆ ที่เป็นตัวขวางการค้าและการลงทุนระหว่างกันเอง เช่น การที่ สปป.ลาวเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) 10% การเก็บค่าผ่านแดน และการขนส่งข้ามแดนระหว่างกัน







