
มุมมองต่อสินทรัพย์ต่างๆ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย
นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ตลาดการเงินทั่วโลกต่างพากันคาดการณ์ตั้งแต่ต้นปีว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีก 2 ครั้งในปีนี้
โดย...บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย
นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ตลาดการเงินทั่วโลกต่างพากันคาดการณ์ตั้งแต่ต้นปีว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่ปัจจุบันเหลือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) อีกเพียง 2 ครั้ง ในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. โดยหลังจากที่เฟดเผยแพร่รายงานการประชุมประจำเดือน ก.ย. บ่งชี้แนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ส่งผลให้นักลงทุนคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบเดือน ธ.ค. เนื่องจากการเมืองสหรัฐจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และมีประธานาธิบดีคนใหม่หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 พ.ย. 2559 โดยผลสำรวจของบลูมเบิร์กคาดว่ามีโอกาสถึง 71.4% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ปีนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2559) ทั้งนี้คำถามที่มักจะเกิดตามมาจึงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสินทรัพย์ต่างๆ ในช่วงดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น รวมถึงนักลงทุนจะรับมือหรือปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไรในภาวะดอกเบี้ยของสหรัฐเป็นช่วงขาขึ้น ขณะที่สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย
เริ่มที่ฝั่งตราสารหนี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จะส่งผลทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยตราสารหนี้ระยะยาวจะได้รับผลกระทบและมีความผันผวนจากดอกเบี้ยขาขึ้นมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น เห็นได้จากตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 11 ต.ค. 2559 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.77-2.24% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 1 ปี เคลื่อนไหวเพียง 0.08%
อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยปัจจุบันธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก อาทิ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ยังคงมีนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อเนื่อง ทำให้พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกยังคงมีอัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำโดยเฉลี่ยที่ประมาณ 0.98% และมีพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนติดลบในจำนวนมากถึง 22% ของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ดังนั้นตราสารหนี้สหรัฐจึงมีความน่าสนใจมากกว่า โดยเฉพาะตราสารหนี้ภาคเอกชนของสหรัฐที่อยู่ในอันดับที่ลงทุนได้ ซึ่งปัจจุบันให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 3-4% ต่อปี รวมไปถึงตราสารหนี้ไทยที่ยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ และคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ด้วยแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทั้งนี้พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปัจจุบันให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 2.28% (ข้อมูล ณ 11 ต.ค. 2559)
ด้านตลาดหุ้น คาดว่าน่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐเช่นเดียวกัน เพราะหากผลตอบแทนของตราสารหนี้เพิ่มสูงขึ้น ความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นก็จะลดน้อยลง โดยเฉพาะตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ที่น่าจะเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค โดยเมื่อสิ้นปี 2558 มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่กว่า 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากเฟดมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย เมื่อเทียบกับปี 2557 ที่มีเงินไหลออกเพียง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ต่อตลาดหุ้นทั่วโลกคาดว่าจะมีจำกัด เนื่องจากตลาดการเงินรับรู้ไปมากแล้ว รวมทั้งสภาพคล่องปัจจุบันที่ล้นตลาดจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างยาวนานของประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ความต้องการในการลงทุนยังอยู่ในระดับสูง โดยนักลงทุนมีแนวโน้มใช้กลยุทธ์ซีเล็คทีฟ หรือเลือกลงทุนในตลาดที่น่าสนใจเชิงเปรียบเทียบมากขึ้นอย่างเอเชียที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าภูมิภาคอื่น โดยในปี 2560 คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 5.6% ซึ่งมากกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่คาดว่าเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่ฝั่งตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญปัญหาหนี้ภาคธนาคารและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองจากเหตุการณ์เบร็กซิต รวมถึงตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินเยนแข็งค่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี
สินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ โดยปกติค่าเงินเหรียญสหรัฐจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากนักลงทุนจะเข้าถือครองเงินเหรียญสหรัฐโดยการนำไปกระจายการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้ทองคำถูกเทขายหรือถูกลดสัดส่วนในพอร์ตการลงทุน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันซึ่งส่วนใหญ่ซื้อขายในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ จะถูกกดดันเนื่องจากโดยปกติราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวในทิศทางตรงข้ามกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และเป็นไปตามกลไกของอุปสงค์อุปทานในตลาดโลก
ทั้งนี้ ในช่วงต้นเดือน ก.ค. จนถึงก่อนช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2558 ที่เฟดมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ราคาทองคำ (Spot Gold) ปรับตัวลงกว่า 9% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้นเกือบ 2% ส่วนราคาน้ำมันดิบ (WTI) ดิ่งลงอย่างมากในช่วงเดียวกัน แต่สาเหตุหลักมาจากอุปทานล้นตลาดและอุปสงค์ที่ชะลอตัวทั่วโลก ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้สกุลเงินหลักต่างๆ มีแนวโน้มอ่อนค่าไม่มากเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ถ้าเฟดมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ดี การมีสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ ติดพอร์ตประมาณ 5% ก็อาจสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงได้
นอกจากนี้ ความแตกต่างของนโยบายทางการเงินของประเทศแกนหลักอย่างสหรัฐกับสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ส่งผลให้ตลาดการเงินยังคงมีความผันผวนต่อไปในปีหน้า บลจ.กสิกรไทย จึงแนะนำว่า การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) ในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน จะเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในทุกสภาวะตลาด และนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เนื่องจากโดยปกติสินทรัพย์แต่ละประเภท อาทิ หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ จะมีความสัมพันธ์ของผลตอบแทน (Correlation) ในระดับต่ำ ดังนั้นการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมจะช่วยให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการลงทุนที่ตั้งใจไว้ ทั้งนี้ผู้ลงทุนสามารถทดลองจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตนเองง่ายๆ ผ่านตัวช่วยการลงทุน “MY PORT Simulator” ได้ที่เว็บไซต์ http://www.kasikornasset.com/ (ข้อมูลจัดทำ ณ วันที่ 31 ต.ค. 2559)







