posttoday
ไทยกับเลือกตั้งสหรัฐ

ไทยกับเลือกตั้งสหรัฐ

08 พฤศจิกายน 2559

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์

หลังการหาเสียงเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ซึ่งดุเดือด เผ็ดมัน และอัดกันด้วยกลเม็ดทั้งวิชาเทพและมาร ซึ่งต่างฝ่ายงัดออกมาสู้กันวันนี้ช่วงเย็นตามเวลาไทยคงได้ดีเดย์ชาวอเมริกันออกมาหย่อนบัตร และประมาณเช้ามืดพรุ่งนี้คงได้เริ่มรู้ผลว่าระหว่าง ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต กับ โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี ซึ่งถึงเวลานี้คงต้องลุ้นแม้แต่สื่อมวลชนสหรัฐยังไม่กล้าฟันธง

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยด้วยสัดส่วนร้อยละ 11.4 ของการส่งออกทั้งหมด ปีนี้มูลค่าส่งออกประมาณ 8.56 แสนล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.6 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ใช้ได้ในช่วงที่การส่งออกไม่ค่อยดีนัก ขณะเดียวกัน สหรัฐยังเป็นตลาดหลักส่งออกของประเทศต่างๆ ทั้ง จีน ญี่ปุ่น อาเซียน เกาหลีใต้ ฯลฯ เศรษฐกิจล้วนผูกพันอยู่กับสหรัฐอเมริกาค่อนข้างสูง จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยจึงให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งของสหรัฐ

สำหรับมุมมองของผม ใครเข้ามาเป็นประธานาธิบดีผลที่มีต่อไทยคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะคงเดินนโยบายต่างประเทศเน้นผลประโยชน์ของตนเอง สำหรับไทยทั้งคลินตันหรือทรัมป์คงมองว่าไม่ใช่ตัวเล่นที่สำคัญและสหรัฐได้ประโยชน์ไม่มาก เพราะช่วงหลังค่อนข้างให้ความสำคัญต่อเวียดนาม เพราะอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีกว่าและกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ ขณะที่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเมียนมา ดูเหมือนว่าได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าไทย

ทั้งนี้ หากคลินตัน ซึ่ง “FBI” ยุติการตรวจสอบอีเมลอื้อฉาวรอบ 2 น่าจะทำให้มีโอกาสมากกว่า ซึ่งกรณีนี้การอ่านเกมอาจดูง่ายเพราะภาพคงใกล้เคียงที่ผ่านมา โดยคงเดินหน้าเรื่องการค้าเสรี การค้ามนุษย์ สิทธิมนุษยชน และกดดันไทยเรื่องการเลือกตั้ง เทียบกับทรัมป์ซึ่งฟอร์มดี ใจถึง พูดจาโผงผางหน้าตาย โดยโค้งสุดท้ายทำคะแนนตีตื้นหากได้เป็นประธานาธิบดีจริงคงมัวแก้ปัญหาในประเทศเป็นหลัก เพราะไปสัญญาหรือคำมั่นว่าจะแก้โน่นแก้นี่ คงไม่มีเวลามาหาเรื่องกับไทย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังต่อต้านการค้าเสรีดึงอุตสาหกรรมกลับบ้าน เพื่อสร้างงานในประเทศและคงไม่ให้สัตยาบันข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิก หรือ “TPP” ซึ่งไทยถูกกันอยู่ขอบนอกและเสียเปรียบด้านการส่งออกกับประเทศสิงคโปร์และเวียดนาม ดังนั้นการแช่แข็งหรือยกเลิกข้อตกลงทีพีพีน่าจะเป็นประโยชน์ต่อไทย เพราะเป็นการเซตซีโร่ทุกประเทศไม่ได้ประโยชน์เท่าเทียมกัน

ถึงตรงนี้จะมองว่าทรัมป์ได้รับเลือกตั้งแล้วไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าคลินตันคงไม่ได้ เพราะเดาใจพี่แกยาก แต่ไม่ว่าจะเป็นใครเข้ามาคงต้องทำเพื่อประโยชน์และดูแลรักษาผลประโยชน์ประเทศของเขาเป็นหลัก ทั้งนี้ไทยในสายตาของสหรัฐอาจไม่ค่อยให้ความสำคัญเหมือนในอดีต เพราะมีประเทศตัวเลือกที่ดีกว่าและได้ประโยชน์มากกว่า แต่ที่สำคัญสหรัฐเป็นตลาดใหญ่ที่สำคัญต่อการส่งออกของไทย ดังนั้นการปรับตัวและสร้างความสมดุลการเมืองระหว่างประเทศคงเป็นโจทย์ท้าทายรัฐบาล แต่อย่าริไปทำเหมือนดูเตอร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์...นะครับ

(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์  www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย