
ROJNAซื้อหุ้นคืนพยุงราคา
“สวนอุตสาหกรรมโรจนะ” ไฟเขียวซื้อหุ้นคืน 100 ล้าน พร้อมอนุมัติขายหุ้น TICON
โพสต์ทูเดย์ - “สวนอุตสาหกรรมโรจนะ” ไฟเขียวซื้อหุ้นคืน 100 ล้าน พร้อมอนุมัติขายหุ้น TICON
นายจิระพงษ์ วินิชบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติให้ซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท โดยจะซื้อหุ้น 22 ล้านหุ้น หรือ 1.09% ของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมดที่จะเริ่มซื้อวันที่ 21 พ.ย. 2559-19 พ.ค. 2560 ทั้งนี้เพื่อสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้น มีอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นดีขึ้นและได้รับอัตราเงินปันผลที่มากขึ้น
สำหรับการซื้อหุ้นคืนจะไม่กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดใน 6 เดือนข้างหน้าที่ 6,717 ล้านบาท เพราะมีกำไรสะสม 676.82 ล้านบาท จะมีเงินที่บริษัทย่อยจะชำระหนี้คืน 700 ล้านบาท และมีวงเงินกู้จากสถาบันการเงิน 500 ล้านบาท ส่วนปริมาณหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด (ฟรีโฟลต) จะอยู่ที่ 32.77%
นอกจากนี้ ยังอนุมัติให้ขายหุ้นเพิ่มทุน บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) ให้กับบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) หรือ FPHT จำนวน 735 ล้านหุ้น คิดเป็น 40% ของทุนจดทะเบียนหลังการเพิ่มทุนของไทคอน ในราคาเสนอขายหุ้นละ 18 บาท ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทใน TICON ลดจาก 43.55% เหลือ 26.10%
นอกจากนั้น ยังได้อนุมัติให้จัดตั้งบริษัทย่อย 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เป๋ยโต่ว โรจนะ อินดัสเตรียล ซิตี้ ถือหุ้น 100% เพื่อลงทุนในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับลูกค้านักลงทุนจากจีน และบริษัท โรจนะ อีทัช ถือหุ้น 100%เพื่อให้บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเป็นการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยทั้งสองบริษัทจะจัดตั้งในปีนี้
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า การประกาศการซื้อหุ้นคืนของ ROJ์NA ในระหว่างซื้อหุ้นคืน ราคาหุ้นจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่วนการลงทุนเพิ่มอีก 2 บริษัทคาดว่าจะเกิดผลดีในระยะยาว แต่ราคาเต็มมูลค่าและแนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมยังชะลอจึงแนะนำแค่ถือ โดยให้ราคาพื้นฐานหุ้นละ 4.93 บาท
บล.ธนชาต ระบุว่า การเข้าลงทุนใน TSE ในสัดส่วน 10% ของ STEC จะสามารถรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้ทันทีโดยเฉพาะในเรื่องของเงินปันผล เพราะปีก่อน TSE จ่ายปันผลหุ้นละ 0.06 บาท ขณะที่พื้นฐานของ STEC ก็แข็งแกร่งจากโครงการรัฐที่ออกมา ดังนั้นจึงแนะนำให้ซื้อในราคาเป้าหมายที่ 26.50 บาท
บล.เอเชีย เวลท์ แนะนำซื้อ TSE เพราะเป็นหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพื้นฐานจากอัตราเติบโตสัดส่วนราคาต่อกำไรปี 2560 ที่ 0.88 เท่า ต่ำกว่าแนวโน้มการเติบโตของบริษัท นอกจากนี้สัดส่วนราคาต่อกำไรในอนาคตจะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 10.7 เท่า ในปี 2562 ขณะที่ยังมีโอกาสเติบโตใหม่ในธุรกิจพลังงานทดแทนสำหรับบริษัทรออยู่ในอนาคต
ราคาหุ้น STEC ปิดที่ 26.50 บาทไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนราคาหุ้น TSE ปิด 5.15 บาท บวก 0.05 บาท







