
รถคันแรกและบ้าน
ย้อนกลับไปในปี 2554 รัฐบาลในยุคนั้นได้ออกนโยบายอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้างนั่นคือ นโยบายรถคันแรก ซึ่งส่งผลให้เกิดความคึกคักอย่างมากต่อตลาดรถยนต์บ้านเราในช่วงที่สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของนโยบายนี้ยังคงให้ผลอยู่ แต่ในขณะเดียวกันผลกระทบจากนโยบายนี้อีกอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ในบรรดากลุ่มคนทำงานอายุน้อยที่เพิ่งได้งานทำ และมีเงินเดือนก้อนแรกในชีวิตต่างประสบปัญหาภาระหนี้สินจากการต้องผ่อนหนี้รถคันแรกกันอย่างมาก ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ไม่สามารถเจียดเงินไปเพื่อการบริโภคหรือซื้อสินทรัพย์อย่างอื่นได้มากค่ะ
ย้อนกลับไปในปี 2554 รัฐบาลในยุคนั้นได้ออกนโยบายอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้างนั่นคือ นโยบายรถคันแรก ซึ่งส่งผลให้เกิดความคึกคักอย่างมากต่อตลาดรถยนต์บ้านเราในช่วงที่สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของนโยบายนี้ยังคงให้ผลอยู่ แต่ในขณะเดียวกันผลกระทบจากนโยบายนี้อีกอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ในบรรดากลุ่มคนทำงานอายุน้อยที่เพิ่งได้งานทำ และมีเงินเดือนก้อนแรกในชีวิตต่างประสบปัญหาภาระหนี้สินจากการต้องผ่อนหนี้รถคันแรกกันอย่างมาก ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ไม่สามารถเจียดเงินไปเพื่อการบริโภคหรือซื้อสินทรัพย์อย่างอื่นได้มากค่ะ
เหตุผลหนึ่งที่ส่งผลให้คนหันมาผ่อนรถกันมาก ก็เพราะในสังคมไทยยุคปัจจุบันนั้นมองรถเสมือนปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต เนื่องด้วยความสะดวกสบายในการเดินทางในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่มีปัญหาการจราจรติดขัดและระบบขนส่งมวลชนยังไม่ครอบคลุมมากพอ อีกทั้งการมีรถยนต์เองก็เป็นปัจจัยแสดงฐานะทางสังคมด้วย ทำให้คนจำนวนมากเลือกรถก่อนบ้านและไม่มีเงินเหลือพอไปผ่อนบ้านค่ะ
แต่หลังจากวันที่ 16 ก.ย. 2559 เป็นต้นไป ผู้ที่เป็นเจ้าของรถที่เริ่มได้รับคืนภาษีมูลค่า 1 แสนบาท จากมาตรการรถคันแรกจากภาครัฐ ขณะเดียวกันเจ้าของรถในโครงการนี้ก็จะสามารถทำการซื้อขายเปลี่ยนมือรถยนต์ที่ซื้อมาในโครงการรถคันแรกได้ และช่วงนี้เองที่ภาระหนี้จากโครงการรถคันแรกของคนกลุ่มนี้ก็จะทยอยหมดลงไปค่ะ ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีกำลังเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นจากการปลดล็อกการผ่อนหนี้รถ
หลายคนอาจจะมีคำถามว่าเมื่อผ่อนรถหมดแล้ว เงินที่เหลือเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนควรจะทำอะไรดี ทั้งนี้ต้องไม่ลืมค่ะว่าแม้เราจะไม่มีภาระการผ่อนรถแล้ว เราก็ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับรถอยู่ทั้งค่าน้ำมัน ค่าประกัน และค่าซ่อมบำรุง ดังนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่ควรจะทำหลังจากนี้ก็คือ การนำเงินที่เหลือไปหาประโยชน์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้งอกเงยในอนาคต โดยการซื้อบ้านก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ
ในช่วงนี้ทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้เริ่มโครงการสินเชื่อบ้านกตัญญู วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท เพียงแค่มีชื่อบิดามารดาอยู่ในทะเบียนบ้านก็สามารถขอสินเชื่อจากโครงการนี้ได้ โดยให้ดอกเบี้ยที่จูงใจ ในช่วง 4 ปีแรก ดอกเบี้ยในอัตรา MRR-3.25% หรือแค่ 3.5% เท่านั้น ขณะที่ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไปก็จะผ่อนในอัตราคงที่ MRR-0.5% และยังลดเงินต้นให้สำหรับผู้ที่ชำระเงินงวดตรงเวลา 48 เดือนติดต่อกันค่ะ
ดังนั้นแล้ว ในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสอันดีค่ะสำหรับผู้ที่เริ่มหมดภาระการผ่อนรถคันแรกว่าจะนำเงินไปทำอะไร การนำเงินไปสร้างผลตอบแทนระยะยาวด้วยการผ่อนบ้านในช่วงนี้นั้น ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะอยู่ในช่วงที่ดอกเบี้ยยังต่ำอยู่ อีกทั้งภาครัฐเองก็มีมาตรการจูงใจที่ให้สิทธิประโยชน์ออกมาอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งการผ่อนบ้านนั้นเราก็จะได้ประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และสร้างหลักฐานที่มั่นคงให้กับชีวิตอีกด้วยค่ะ







