
ผ่าอาณาจักรอสังหาฯ โอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ หวนลุยต่อ
ห่างหายจากแวดวงอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 5 ปีแล้วสำหรับบริษัท โอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
ห่างหายจากแวดวงอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 5 ปีแล้วสำหรับบริษัท โอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ของกลุ่มตระกูลอัสสกุล ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไทยสมุทร ประกันชีวิต จากก่อนหน้านี้เคยลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการคอนโดมิเนียม ล่าสุดคือ โอทูคอนโด ย่านเพลินจิต ซึ่งต้องย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็ยังไม่มีการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในนามโอเชี่ยนฯ อีกเลย
ขณะที่ล่าสุดกลุ่มโอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ได้ซุ่มจัดตั้งทีมพัฒนาด้านการลงทุน โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายมาได้ราวๆ ปีครึ่ง ดึงมืออาชีพจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เข้ามาร่วมทีม เพื่อกลับมารุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขยายอย่างจริงจัง โดยมี ธีระชัย พิพิธศุภผล อดีตผู้บริหารบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เข้ามานั่งในตำแหน่ง “กรรมการผู้จัดการ” บริษัท โอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้
ธีระชัย กล่าวว่า นับจากนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายจะกลายเป็นรายได้หลักของโอเชี่ยนฯ จากเดิมที่เน้นเฉพาะอสังหาฯ ที่สร้างรายได้ระยะยาว เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม และท่าเรือ โดยตั้งเป้าภายในปี 2563 รายได้จากอสังหาฯ เพื่อขายจะแตะ 4,000 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนเป็น 70% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนรายได้ระยะยาวจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 30% จากปัจจุบันรายได้ระยะยาวในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 700-800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70-80% ของรายได้ทัั้งหมด มีอัตราการเติบโตปีละ 5-10%
สำหรับแผนการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายของกลุ่มโอเชี่ยนฯ ในช่วง 4-5 ปีแรกจะเน้นนำที่ดินในเครือไทยสมุทรและที่ดินของตระกูลอัสสกุลมาพัฒนาก่อน หลังจากนั้นค่อยนำที่ดินซื้อใหม่มาพัฒนา ซึ่งในระหว่างนี้อาจจะมีการซื้อที่ดินใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มบ้าง แต่ยังไม่ใช่แนวทางหลัก โดยปัจจัยที่กลุ่มอัสสกุลกลับมารุกธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขายอีกครั้ง เพราะต้องการนำที่ดินที่มีอยู่ประมาณ 1 หมื่นไร่ทั่วประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น และยังช่วยเพิ่มการเติบโตให้กับองค์กรด้วย
การลุกขึ้นมาปัดฝุ่นที่ดินเก่าเก็บของตระกูลอัสสกุลสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ภาครัฐกำลังผลักดันพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยตั้งธงว่าจะประกาศใช้ในปี 2560 ธีระชัย กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีผลเร่งรัดให้ผู้ถือครองที่ดินเปล่าต้องรีบนำที่ดินออกมาพัฒนา เพราะมองว่าต้นทุนในการถือที่ดินเปล่าก็ยังไม่สูงมาก แต่กลุ่มผู้ถือหุ้นโอเชี่ยนฯ ต่างมองโอกาสในการ
พัฒนาอสังหาฯ เพื่อขายเป็นหลัก และการนำที่ดินออกมาพัฒนาก็มีผลบวกกับทั้งที่ดินแปลงนั้นเองและพื้นที่รอบข้าง
“ข้อดีของการใช้ที่ดินในเครือ นั่นคือ กระแสเงินสดไม่จมไปกับการจ่ายค่าที่ดิน และยังเลือกศึกษาศักยภาพที่ดินที่น่าสนใจได้ทันทีด้วย ช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้” ธีระชัย กล่าว
ด้านแผนลงทุนบนที่ดินเก่าของกลุ่มไทยสมุทรและตระกูลอัสสกุลในปี 2560 จะเปิดตัว 4-5 โครงการใหม่ในหลายจังหวัด ได้แก่ 1.โอเชี่ยน เกท โครงการอาคารพาณิชย์และทาวน์เฮาส์ใน จ.สุพรรณบุรี ราคา 2.9-5 ล้านบาท จำนวน 220 ยูนิต มูลค่า 800 ล้านบาท 2.เรสซิเด้นซ์ ขอนแก่น คอนโดมิเนียมบนพื้นที่ 2 ไร่ ความสูง 8 ชั้น จำนวน 224 ยูนิต ราคาล้านต้นๆ มูลค่ารวม 300 ล้านบาท โดยที่ดินแปลงนี้เดิมมีทั้งหมด 39 ไร่ แต่โอเชี่ยนฯ ซื้อมาจากไทยสมุทรเพียง 2 ไร่ เพื่อมาทดลองตลาดก่อน หากได้รับการตอบรับที่ดี ก็พร้อมลุยต่อ
ส่วนโครงการที่ 3 และโครงการที่ 4 เป็นบ้านแนวราบ 2 โครงการที่ จ.ภูเก็ต คือ โอเชี่ยน ทาวน์ และโอเชี่ยน วิลเลจ รวมทั้งหมด 180 ยูนิต ราคา 3-5 ล้านบาท มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท โดยที่ดินแแปลงนี้เป็นที่ดินแปลงใหญ่ราวๆ 200 ไร่ อยู่บนถนนนริศร ซึ่งโอเชี่ยนฯ เลือกซื้อเข้าพอร์ตมา 20-25 ไร่/โครงการก่อน
ส่วนโครงการที่ 5 จะเป็นคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ มูลค่าราว 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาที่ดิน 3 แปลง ได้แก่ คลองตัน ติดริมน้ำพระราม 3 และที่ดินติดริมน้ำราษฎร์บูรณะ ซึ่ง 2 แปลงติดริมแม่น้ำมีความเป็นไปได้มากสุด
ดูเหมือนการกลับมาครั้งนี้ของกลุ่มโอเชี่ยนฯ จะมีสัญญาณที่จริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งนี่อาจเป็นเพียงหนึ่งในแลนด์ลอร์ดรายใหญ่ของเมืองไทยที่ทยอยปัดฝุ่นที่ดินเก่าแก่มาพัฒนา ในปีหน้าฟันธงได้เลยว่า คงได้เห็นอีกหลายราย







