
‘พิจิตต์ วิริยะเมตตากุล’ ต้องรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
“พิจิตต์ วิริยะเมตตากุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) วัย 31 ปี ได้เข้ามาช่วยงานคุณพ่อ “ชัยสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ ได้กว่า 3 ปีแล้ว และเป็นคนเดียวที่เข้ามารับช่วงต่องานที่โรงพยาบาล จากพี่ชายและน้องชายที่ไปดูธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของที่บ้าน โดยเขายังรับผิดชอบในเรื่องของบัญชีและการเงินให้ทั้งสองธุรกิจ
หนุ่มคนนี้เรียนระดับมัธยมฯ ที่สิงคโปร์ แล้วกลับมาเรียนระดับปริญญาตรี สาขาโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตรรุ่นแรก แต่เป็นคนละสาขากับคุณพ่อที่เรียนด้านวิศวะโยธามา แต่พ่ออยากให้เรียนวิศวะเพราะพ่อมองว่าการมีพื้นฐานวิศวะจะสามารถต่อยอดเรื่องเลข หรือการคิดอะไรที่เป็นระบบได้ดี
จากนั้นเลือกไปเรียนต่อ ณ กรุงปักกิ่งด้านการค้าระหว่างประเทศที่จีน เพราะมองว่าการทำธุรกิจร่วมกับจีนเป็นอนาคตที่จะเกิดขึ้น บวกกับที่เขาสามารถพูดภาษาจีนได้ จากนั้นจึงกลับมาเรียนต่อปริญญาโททางด้านกฎหมายธุรกิจที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
“พิจิตต์” ไม่ได้คิดว่าจะมาทำงานที่โรงพยาบาล เพราะตอนแรกไปทำงานทางด้านโลจิสติกส์ที่เป็นบริษัทของคนไทย เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงาน และมองว่าเป็นโอกาสที่จะมาต่อยอดกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวที่มีคลังสินค้าและที่ดินให้เช่าอยู่แล้ว ทำเกือบปีคุณพ่ออยากให้กลับมาช่วยที่ดูธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่บ้าน โครงการแรก เป็นตึกออฟฟิศให้เช่าที่รัชดาภิเษกซึ่งพ่อซื้อมาจากเพื่อน เป็นตึกร้างแล้วก็มาพัฒนาปรับปรุงให้เป็นออฟฟิศให้เช่า โดยอัตราการเช่ายังสูงในระดับ 80-90% จากนั้นก็ขยับมาช่วยดูงานที่โรงพยาบาล ส่วนพี่ชายกับน้องชายดูธุรกิจอสังหาฯ นอกจากนั้นเขายังดูแลเรื่องบัญชีและการเงินให้
วันแรกของการทำงานในโรงพยาบาล พิจิตต์เริ่มต้นการทำงานด้วยการไปฝึกงานทุกแผนกที่มี แผนกละ 1-2 สัปดาห์ ตั้งแต่ฝ่ายลงทะเบียน การเงิน การดูแลคนไข้นอกและคนไข้ใน ดูขั้นตอนเอกสารแต่ละแผนกทำอะไรบ้าง ดูแลทั้งลูกค้าบริษัทและที่เดินเข้ามา ลูกค้าบริษัทประกันภัย พนักงานก็มีกว่า 1,000 คน ซึ่งรายละเอียดงานของโรงพยาบาลเยอะกว่าอสังหาฯ มาก แต่ผันผวนตามสภาพเศรษฐกิจน้อยกว่า ขณะที่อสังหาฯ เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากกว่าในภาวะเศรษฐกิจขาลง
“อสังหาฯ ดูแลไม่ยาก ในเรื่องของการเก็บค่าเช่ารายเดือน จะยุ่งยากในเรื่องของค่าโอน แต่ไม่ต้องมีการบริหารจัดการที่เยอะ ส่วนงานโรงพยาบาลมีความละเอียดอ่อนและยุ่งยาก เพราะนอกจากนั้นต้องดูแลงานเป็นรายวันที่เช็กยอดผู้ป่วยที่โรงพยาบาลแล้วก็ต้องดูต่างจังหวัด การส่งต่อคนไข้ ฯลฯ อีกทั้งก็ต้องดูแผนงานระยะยาว เช่น การควบรวมกิจการ หรือซื้อกิจการ ที่ต้องมาประเมินผลว่าออกจะเป็นย่างไร และที่สำคัญคืองานโรงพยาบาลมีเรื่องทั้งกฎเกณฑ์ที่ต้องทำให้ได้มาตรฐานการรักษาและมาตรการของหน่วยงานกำกับ เพราะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่จะต้องเคารพในกฎและกติกา
“ผมรับผิดชอบดูบัญชีการเงิน ประชาสัมพันธ์ และการตลาดของโรงพยาบาล ซึ่งคุณพ่อจะมีแผนคร่าวๆ ในช่วงระยะ 3-5 ปีนี้มาให้ว่าเขาอยากจะทำอะไรบ้าง แต่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของเหตุการณ์สังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงโอกาสทางธุรกิจที่จะเข้ามาด้วย”
สิ่งที่ได้จากคุณพ่อจนกลายเป็นหลักในการทำงานของเขา คือ ต้องมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท และต้องพยายามสร้างให้พนักงานรู้สึกความเป็นเจ้าของเพื่อที่ทุกคนจะได้มุ่งหน้าพัฒนาบริษัทอย่างเต็มกำลังความสามารถ เมื่อเห็นอะไรที่ควรจะปรับปรุงพัฒนาก็สามารถมาเสนอได้ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้เรามีเป้าหมายเดียวที่อยากให้บริษัทสามารถเติบโตต่อเนื่อง
“หลักการทำงานไม่ว่าทำงานที่ไหนมา ถ้าเราทำเพื่อบริษัทและทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกอย่างก็จะดำเนินไปตามทางของมันเอง เพราะทุกคนตั้งใจทำเพื่อบริษัท การมองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเพราะถ้าบริษัทโตเราก็โตด้วย และวิธีการนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะเวลาที่พ่อเสนออะไรในคณะกรรมการไปก็จะได้รับการตอบรับ เพราะเขาเห็นเราทำงานอย่างโปร่งใสไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวอะไรและบริษัทก็มีการเติบโต”
สำหรับงานอดิเรกของผู้บริหารหนุ่มคนนี้คือ ก่อนหน้านี้จะมีเวลาวิ่งและเล่นบาสเกตบอล แต่เมื่อทำงานที่โรงพยาบาลแทบจะไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมแบบเดิม จึงหันมาเลือกการออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อย สะดวกแต่ได้เหงื่อมาก นั่นคือ การกระโดดเชือกแทน







