
ค้าข้าวออนไลน์
โดย...DJ [email protected]
โดย...DJ [email protected]
เป็นกระแสที่ถูกหยิบมาถกกันในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ต่อประเด็นมีผู้ค้านำข้าวสารบรรจุถุงเพื่อทำตลาดออนไลน์โดยตรง ซึ่งเรื่องนี้หากมองเป็นภาพกว้างจะเห็นว่าเป็นการปรับตัวของคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มลูกหลานเกษตรกรจากเดิมที่ต้องปลูกข้าวเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกเพื่อนำมาขายให้กับพ่อค้าคนกลางให้นำเข้าโรงสีก่อนนำมาบรรจุขายเพื่อทำตลาด ตามวัฏจักรอุตสาหกรรมผลผลิตข้าวแต่เดิม
ขณะที่ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโลกการค้า ที่ผู้ผลิตโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรต่างๆ สามารถหาช่องทางการขายได้ด้วยตัวเอง ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งรูปแบบอี-คอมเมิร์ซ หรือ การใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างเฟซบุ๊ก มาเปิดหน้าร้านขายผลผลิตทางการเกษตรของตัวเองได้ง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งการค้ารูปแบบดังกล่าวในบ้านเราเริ่มเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ส่วนประเด็นที่ว่า กระแสข้าวเปลือกต่อกิโลกรัม (กก.) มีราคาต่ำมากในขณะนี้ โดยราคาข้าวสารแต่ละประเภทล่าสุดจากสมาคมโรงสีข้าวไทยเมื่อวันที่ 31 ต.ค.นี้ ข้าวขาว 5% (ใหม่) ราคา 1,500 บาท/100 กก. หรือ อยู่ที่ 15 บาท/กก. ส่วนข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ราคา 2,250-2,350 บาท/กก. หรือ 22.5 บาท/กก. และ ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 (ใหม่) 100% 1,500 บาท/กก. อยู่ที่ 19.5 บาท/กก. เป็นต้น
พร้อมมีการแชร์เปรียบเทียบถึงราคาข้าวเปลือกและอาหารสัตว์เลี้ยง ที่อย่างหลังยังมีราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณเดียวกันแล้ว ที่สร้างความรู้สึกเจ็บปวดแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไปไม่น้อย
ในเรื่องนี้ นักการตลาดออนไลน์ เจ้าของเพจ Black Cock ทำธุรกิจให้มุมมองในเชิงธุรกิจว่าการที่ผู้ผลิตกลุ่มชาวนาออกมาขายข้าวตรงถือเป็นเรื่องที่ดี ด้วยจะทำให้เกิดการเรียนรู้ปัญหาที่แท้จริงในระบบ แต่ในที่สุดก็จะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาข้าวราคาตกในระยะยาว ด้วยเป็นการแก้ปัญหาแบบไม่ตรงจุด
ด้วยในปัจจุบัน จากกำลังการผลิตข้าวของไทยในแต่ละปีพบว่ามีสัดส่วน 45% ผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และเพื่อการส่งออกอีก 55% ซึ่งจะพบว่าแม้จะมีการให้ซื้อขายกันเองไม่ผ่านคนกลาง ก็จะยังเหลือปริมาณข้าวอีกครึ่งที่ไม่มีคนซื้่อ ส่งผลให้ปริมาณข้าวไหลกลับเข้ามาในระบบ และทำให้ราคาข้าวตกต่ำอยู่ดี
ส่วนการที่มีการนำข้าวสารบรรจุขายตรงในระบบการค้าออนไลน์ ผ่านช่องทางแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีความกังวลว่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วยเป็นสินค้าในระบบขายตรงหรือไม่นั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแม้จะไม่ผิดกฎหมายดังกล่าว แต่หากมองในมุมของการทำธุรกิจการค้า ก็เห็นว่าไม่ว่าจะทำการค้าขายอะไรบนผืนแผ่นดินแล้ว ก็ควรจดทะเบียนการค้าให้ถูกต้อง
ขณะเดียวกับที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ออกมาระบุแล้วว่า กลุ่มเกษตรกรชาวนาสามารถขายข้าวออนไลน์ได้โดยไม่เข้าข่ายขายตรงและตลาดแบบตรง
ส่วนผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหากเป็นการค้าออนไลน์ต้องไปจดทะเบียนอี-คอมเมิร์ซกับกระทรวงพาณิชย์ควบคู่ไปด้วย
แต่กรณีชาวนานั้นชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องจดทะเบียน







