posttoday
ปัจจัยต่างประเทศ อาจไม่เงียบเหงาในเดือน ธ.ค.นี้

ปัจจัยต่างประเทศ อาจไม่เงียบเหงาในเดือน ธ.ค.นี้

01 พฤศจิกายน 2559

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย

ก่อนหน้านี้ หลายคนเคยกังวลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐอเมริกา มาถึงจุดนี้น่าจะคลายความกังวลไปได้มากแล้ว คะแนนเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ ตามฮิลลารี คลินตัน อยู่ค่อนข้างมาก ไม่น่าจะมีการผลิกโผเกิดขึ้น ตลาดการเงินก็คงไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการเลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย.นี้ แต่ถ้ามองต่อไปหลังจากนั้น ก็มีหลายเหตุการณ์จากต่างประเทศที่อาจเข้ามาทำให้ตลาดเกิดความผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาวที่ปกติจะเงียบเหงา แต่ปีนี้อาจจะไม่ได้เงียบเหงาเหมือนปีก่อนๆ

เหตุการณ์แรกที่ใครหลายคนจับตามอง คือ การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หลังจากที่โหมโรงกันมาตั้งแต่ปีก่อนว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นในปีนี้ (และค่อนข้างมากด้วย) แต่ผ่านมาแล้ว 10 เดือน เฟดก็ยังไม่ได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งนี้เรายังคงมีมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง และไม่จำเป็นที่ดอกเบี้ยจะต้องอยู่ในระดับใกล้ศูนย์เช่นปัจจุบันนี้ แนวโน้มดอกเบี้ยของสหรัฐก็น่าจะเป็นทิศทางขาขึ้น แต่คงขึ้นได้ไม่เร็วนัก อย่างน้อยที่สุดเราน่าจะได้เห็นเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยสักครั้งหนึ่งในการประชุมในวันที่ 13-14 ธ.ค.นี้

อีกเหตุการณ์ที่ต้องติดตาม คือ การประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในวันที่ 8 ธ.ค. ทั้งนี้เมื่อครั้งการประชุมเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา อีซีบีทำให้ใครหลายคนผิดหวังด้วยการไม่ขยายระยะเวลามาตรการคิวอีที่มีกำหนดสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2561 ออกไป จนทำให้เกิดข่าวในเชิงตรงกันข้ามว่าอีซีบีจะมีการลดวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ (Tapering) เกิดขึ้น เรามองว่าข่าวทั้งสองนั้นดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล การที่จะให้อีซีบีประกาศขยายมาตรการ Unconventional ออกไป ทั้งที่ยังเหลือเวลาตามกำหนดเดิมถึง 6 เดือน ก็ดูเหมือนจะเป็น Commitment ที่สูงเกินไป

ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน แม้ว่าจะดีขึ้น แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่ให้อีซีบีจะผ่อนคลายความช่วยเหลือเช่นกัน หากเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐ เมื่อครั้งที่ เบน เบอร์แนนคี ประกาศ Tapering นั้น จะเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในตอนนั้นยังดีกว่าเศรษฐกิจยูโรโซนในตอนนี้ในหลายด้าน เช่น จีดีพีสหรัฐในตอนที่ประกาศ Tapering นั้น สูงกว่ามูลค่าสูงสุดก่อนวิกฤตปี 2008 อยู่ 3.7% แต่จีดีพียูโรโซนในวันนี้มีมูลค่าสูงกว่าจุดสูงสุดก่อนวิกฤตอยู่เพียง 1.8% เท่านั้น หรืออย่างเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อสหรัฐในตอนนั้นอยู่ที่ 2% เท่ากับเป้าหมายของเฟด แต่อัตราเงินเฟ้อยูโรโซนปัจจุบันนี้อยู่เพียง 0.2% เท่านั้น ห่างไกลจากเป้าหมายอีซีบีอยู่มาก ดังนั้นเราไม่เชื่อว่าอีซีบีจะประกาศ Tapering แต่ในทางตรงกันข้าม เรามองว่าการประชุมวันที่ 8 ธ.ค.นี้ น่าจะเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับอีซีบีที่จะประกาศขยายอายุมาตรการคิวอีออกไป โดยอาจจะขยายไปอีกสัก 6-12 เดือน แต่ยังคงวงเงินในการเข้าซื้อไว้ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน เหมือนเช่นเดิม

ดังนั้น การประชุมของธนาคารกลางที่สำคัญที่สุด 2 แห่งในเดือน ธ.ค. ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งคู่ และการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ความแตกต่างของนโยบายการเงินที่มากขึ้นน่าจะทำให้ตลาดการเงินมีความผันผวนได้

ถ้าหันกลับมามองตลาดหุ้นไทย ท่าทีของนักลงทุนต่างชาติในเดือน ธ.ค. ก็มีความสำคัญอยู่เหมือนกัน แน่นอนว่ามูลค่าการซื้อขายโดยรวมจะลดลงเนื่องจากเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปี แต่หากดูมูลค่าการซื้อขายสุทธิ จะเห็นว่าเดือน ธ.ค. เป็นเดือนของการ “ปรับพอร์ต” เหมือนกัน มูลค่าการซื้อขายสุทธิจะกระโดดขึ้นมาจากเดือนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในช่วงเดือน ธ.ค. ปี 2010-2012 นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิถึงประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท/เดือน (ตัวเลขเฉลี่ยทุกเดือนในช่วงปีดังกล่าวอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท/เดือนเท่านั้น) ขณะที่ในช่วงเดือน ธ.ค. ปี 2013-2015 นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิประมาณ 3.36 หมื่นล้านบาท/เดือน (ตัวเลขเฉลี่ยทุกเดือนในช่วงนั้นอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท/เดือน) และการ “ปรับพอร์ต” นี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการซื้อขายในช่วงต้นปีถัดไปด้วย คือ หากเดือน ธ.ค. นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีสถานะซื้อสุทธิต่อเนื่องในเดือน ม.ค. ปีถัดไป

ทั้งนี้ เรามองว่าตลาดไทยยังมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติอยู่ Valuation ถือว่าไม่ได้ “แพงมาก” ในช่วงดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ ความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีอาจเป็นจังหวะเข้าทยอยสะสมหุ้นเพิ่มเติม ความเศร้าโศกเสียใจของคนไทยอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่หากมองในระยะถัดไป ปัจจัยพื้นฐานของไทยยังคงแข็งแกร่ง เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวจากภาวะภัยแล้ง ซึ่งน่าจะทำให้รายได้เกษตรกรดีขึ้นอย่างทั่วถึง ความคืบหน้าของโครงการลงทุนภาครัฐก็เป็นปัจจัยสำคัญ หลายโครงการจะมีการประมูลเกิดขึ้นร็วๆ นี้ และเม็ดเงินลงทุนน่าจะไหลเข้าสู่ระบบในปีหน้า รัฐบาลเองก็อาจจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในช่วงกลางปีหน้าได้ด้วย รวมถึงการเมืองที่มีเสถียรภาพและการที่ดอกเบี้ยก็อยู่ในระดับต่ำเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจเช่นกัน ความเสี่ยงอาจอยู่ที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งนำรายได้เข้าประเทศเป็นอย่างมาก ว่าจะได้รับผลกระทบเพียงใด ซึ่งอาจต้องคอยติดตามกันต่อไป

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ