
เร่งลงทุนเคเบิลใต้น้ำ เพิ่มโอกาสดิจิทัลให้ธุรกิจ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
อัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียในประเทศไทยนั้น มีการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว แม้จะยังมีความกังวลด้านความปลอดภัยแต่ถ้าไม่เริ่มลงทุนก็จะเสียโอกาสอย่างมหาศาล
มานาบุ คาฮาระ ประธานบริษัท เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทคาดหวังให้ภาครัฐเร่งลงทุนเรื่องเคเบิลใต้น้ำให้มากขึ้น เพราะการรับส่งข้อมูลโซเชียลมีเดียในปัจจุบันนั้น ต้องผ่านเกตเวย์ของประเทศสิงคโปร์ก่อนจะวิ่งไปยังสหรัฐ ซึ่งไทยยังมีเคเบิลใต้น้ำไม่เกิน 8 เส้นทาง ในขณะที่สิงคโปร์มีมากถึง 15 เส้นทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องแบกรับต้นทุนในการรับส่งข้อมูลสูง
ดังนั้น หากภาครัฐเข้ามาลงทุนในส่วนของเคเบิลใต้น้ำมากขึ้น จะช่วยลดต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างมากและเป็นไปได้ว่าจะมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจากต่างชาติอีกมากเข้ามาลงทุนในด้านต่างๆ เพราะไทยเป็นประเทศที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเพิ่มเติม สำหรับเฟสสองจะอยู่ที่อมตะนครใช้งบเพิ่มอีกประมาณ 300 ล้านบาท บนพื้นที่ 1,000 ตร.ม. เท่ากับเฟสแรก จากเดิมที่มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วย่านบางนา อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ภาคเอกชนมากขึ้น จะยิ่งทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลมากขึ้น
ขณะที่เทรนด์ดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2559-2561 เติบโตต่อเนื่อง 20% ทุกปีและคาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการลงทุนเพิ่มเติมของเอกชน โดยไอดีซี คาดว่า ธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะย้ายมาใช้งานไฮบริดหรือมัลติเพิลคลาวด์ จากเดิมในปี 2557 อยู่ที่ 74% มาเป็น 82% ในปี 2559
ด้าน ศานิต เกษมสันต์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการแผนกผลิตภัณฑ์และบริการ บริษัท เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เทรนด์การลงทุนคลาวด์ของภาคธุรกิจสำหรับไพรเวทคลาวด์ของปี 2557 อยู่ที่ 36% ไฮบริดคลาวด์ อยู่ที่ 7% ซึ่งในปี 2560 นั้น ไพรเวทคลาวด์มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 33% ส่วนไฮบริดคลาวด์เพิ่มขึ้นเป็น 20% และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการใช้งานคลาวด์แบบผสมผสานจะช่วยลดต้นทุนและยืดหยุ่นการทำงานได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม จะเริ่มนำคลาวด์มาใช้ในการสั่งงานและประมวลผลร่วมกับหุ่นยนต์อัจฉริยะหรือเอไอ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดต้นทุนด้านแรงงานมนุษย์มากขึ้น การ์ตเนอร์ได้คาดการณ์ว่าในปี 2561 จะมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาเป็นหัวหน้าของมนุษย์มากถึง 3 ล้านตัว และทักษะและความสามารถในการคิดวิเคราะห์จะมีมากกว่ามนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากจำนวนธุรกิจซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นจดทะเบียนการค้าในไทยกว่า 5 หมื่นราย เป็นลูกค้าใช้งานระบบของเอ็นทีทีคอมแล้วกว่า 100 ราย ทำให้บริษัทตั้งเป้าที่จะเข้าถึงลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งลูกค้าหลักยังคงเป็นภาคการผลิต บริการและไฟแนนซ์สัญชาติญี่ปุ่นเป็นหลักถึง 70% รองลงมาเป็นลูกค้าไทย 30%
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นด้านระบบรักษาความปลอดภัยในการใช้งานคลาวด์ยังคงเป็นความกังวลหลัก แต่เชื่อว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าลูกค้าจะมีความมั่นใจและกล้าที่จะใช้ไฮบริดคลาวด์เพิ่มขึ้นเพื่อยืดหยุ่นในการเก็บข้อมูล ซึ่งจากรายงานสถิติด้านความปลอดภัยของเอ็นทีทีซีเคียวริตี้ จากกลุ่มลูกค้ากว่า 1 หมื่นรายใน 6 ทวีป ชี้ให้เห็นว่ามีการโจมตีและป้องกันถึง 6,200 ล้านครั้ง ในขณะที่มีการโจมตีกว่า 3.5 ล้านล้านรายการทุกปี
บริษัทจะเร่งแข่งขันในธุรกิจคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์และซีเคียวริตี้ให้มากขึ้น ด้วยการจัดงานสัมมนา เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่รวมทั้งพัฒนาทีมให้มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มต่างๆ ที่มีความหลากหลาย รวมทั้งจะหาคู่ค้ารายใหม่ในกลุ่มเอสไอ ซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นเข้ามาเสริมให้มากกว่าเดิม
“แม้จะมีคู่แข่งญี่ปุ่นในตลาดคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์และซีเคียวริตี้ แต่ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสให้เอ็นทีทีเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น” ศานิต กล่าว







