posttoday
ซีอีโอแห่งอาเซียน ส่องโอกาสธุรกิจในทศวรรษหน้า

ซีอีโอแห่งอาเซียน ส่องโอกาสธุรกิจในทศวรรษหน้า

27 ตุลาคม 2559

โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง

โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง

จากงานสัมมนาเออีซี บิซิเนส ฟอรั่ม เออีซี 2025 เชฟปิง เดอะ ฟิวเจอร์ ออฟ อาเซียน (AEC Business Forum : AEC 2025 : Shaping the Future of ASEAN) จัดโดยธนาคารกรุงเทพ พร้อมเสวนาในหัวข้อ ซีอีโอ วิชั่น มีตติ้ง เดอะชาเลนเจอร์ แอนด์ แคปเจอริ่ง เดอะ ออพพอร์ทูนิตีส์ ออฟ เออีซี 2025 (CEO’s Vision : Meeting theChallenges and Capturing theOpportunities of AEC 2025) พร้อม 3 ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจบุกพื้นที่อาเซียน

เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในอาเซียน นอกจากศึกษาตลาดในพื้นที่แล้ว ต้องรอบรู้กระแสธุรกิจของโลกด้วย อย่างกระแสด้านพลังงานของโลกมุ่งสู่พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น พบว่าพื้นที่ในอาเซียนเริ่มใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น แต่น้ำมัน ถ่านหินยังคงมีความสำคัญต่อโลกอยู่ โดยการเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานทดแทนที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่ราคาน้ำมันทะยานสูงถึงมากกว่าร้อยเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จึงได้วิจัยพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง

ขณะที่สถานะของประเทศในอาเซียนเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ประเทศที่มีการส่งออกน้ำมัน เช่น บรูไน มาเลเซีย ส่วนประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าสำคัญทั้งถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซยังมากอยู่ มองว่าในภูมิภาคอาเซียนควรมีการร่วมลงทุนเพื่อการพัฒนาซึ่งในพื้นที่กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) เพิ่งเริ่มต้นการพัฒนาอย่างจริงจังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนเมียนมานั้นเพิ่งเปิดประเทศทำให้โอกาสทางธุรกิจยังมีมาก

โดย ปตท.ได้เข้าลงทุนธุรกิจน้ำมันในลาวแล้วและกำลังเริ่มต้นธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ต่อเนื่อง ซึ่งยังต้องต่อสู้กับข้อจำกัดในพื้นที่ เช่น ลาว มีข้อจำกัดด้านการขนส่ง ไทยจึงลงทุนด้านการขนส่งโลจิสติกส์ในลาว และใช้หลักการขยายธุรกิจแบบโยนก้อนหินลงน้ำ ขยายเป็นวงกว้างโดยมีศูนย์กลางจากประเทศไทย โดยในอนาคตวางแผนขยายการลงทุน 9 แสนล้านบาท ซึ่ง 30% เป็นการลงทุนในพื้นที่อาเซียน นอกเหนือจากธุรกิจหลักด้านปิโตรเคมี ยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องในธุรกิจปั๊มน้ำมัน เช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งธุรกิจใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่ สนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีความคิดที่แตกต่างและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูง

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) กล่าวว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา พบว่าอำนาจการต่อรองอยู่ที่ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคมากขึ้น สำหรับบีเจซีอยู่ในช่วงปูฐานช่องทางการขยายสินค้าในอาเซียน พบว่าทิศทางผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงจากการซื้อในตลาดสด เป็นการซื้อที่สะดวกมากขึ้น โดยได้จับตามองตลาดเทรดดิงซึ่งอี-คอมเมิร์ซเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และกระทบต่อธุรกิจดังกล่าว ทำให้ต้องปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง ซึ่งในพื้นที่เวียดนาม ลาว และกัมพูชา เน้นเจาะตลาดอุตสาหกรรมค้าปลีก ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง จึงเป็นธุรกิจที่ท้าทายอาศัยการวางยุทธศาสตร์สอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภค

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่าสำหรับตลาดซีแอลเอ็มวีทีเฉลี่ยจีดีพีโต 5% ต่อประเทศ ซึ่งไทยโต 3% ถือว่าค่อนข้างต่ำ ดังนั้นควรดึงจุดแข็งที่มีในประเทศเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ จากคุณภาพการผลิตรถยนต์ของไทยมีประสิทธิภาพสูง ด้านโลจิสติกส์อยู่ในช่วงกำลังขยายสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยซึ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ รวมถึงด้านการแพทย์ซึ่งมีผู้เดินทางกว่า 2 ล้านคน เข้ามาใช้บริการดังกล่าวและคาดว่าจะโตถึง 4 ล้านคน/ปี ความโดดเด่นด้านอาหาร ภาคการท่องเที่ยว โดยปีนี้คาดจะมีนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน ซึ่งควรใช้จุดแข็งเหล่านี้ขยายไปสู่การทำตลาดในอนาคต

ทั้งนี้ จากการทำธุรกิจในภูมิภาคอย่างยาวนาน อย่างในเวียดนาม พบว่าอุปสรรคในช่วงแรก คือ ระบบสาธารณูปโภคที่ยังไม่พร้อม ส่วนข้อดี ด้านแรงงานมีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีการลงทุนจากต่างชาติ(เอฟดีไอ)เวียดนาม ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2559 มีมูลค่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และโตต่อเนื่อง ส่วนอินโดนีเซียเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทายที่สุดต้องสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริษัทให้ได้

ด้วยมองว่าต้องการให้คนไทยเห็นโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ