
อีสานแชมป์กู้เงิน
ธปท.เผยเดพือนส.ค.มีการก่อหนี้สูงกว่าออม
ธปท.เผยเดพือนส.ค.มีการก่อหนี้สูงกว่าออม
ธปท.เผยเดือน ส.ค.ปีนี้ ภาคอีสานและภาคใต้มียอดกู้เงินสูงกว่ายอดเงินฝาก สะท้อนว่าประชาชนก่อหนี้มากกว่าออม
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจด้านการเงินและการธนาคาร ในส่วนเงินรับฝากและเงินให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในแต่ละภาค ประจำเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มียอดคงค้างเงินรับฝากอยู่ที่ 6.54 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 2.84 หมื่นล้านบาท หรือ 4.53% แต่มียอดคงค้างเงินให้สินเชื่ออยู่ที่ 8.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.01 หมื่นล้านบาท หรือ 2.56% ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากสูงขึ้นเป็น 123.26% ซึ่งเป็นยอดการกู้เงินสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคใต้และภาคเหนือ
นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังสอดคล้องกับในภาคใต้ที่มียอดคงค้างของเงินรับฝากโดยรวมอยู่ที่ 6.34 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 1.45 หมื่นล้านบาท หรือ 2.34% แต่มียอดคงค้างเงินให้สินเชื่อโดยรวมอยู่ที่ 6.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 2,091 ล้านบาท หรือ 0.31% ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากสูงสำหรับภาคใต้ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 105.58%
ทั้งนี้ จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เริ่มมียอดคงค้างของสินเชื่อมากกว่าเงินฝาก โดยมียอดคงค้างเงินกู้มากกว่าเงินฝากอยู่ที่ระดับ 1.52 แสนล้านบาท และ 3.6 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ข้อมูลดังกล่าวบ่งบอกว่าประชาชนมีการกู้หนี้ยืมสินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการกู้เงินมากกว่าการเก็บออมเงิน ขณะเดียวกัน ยังมีแนวโน้มว่า สภาพคล่องโดยรวมของทั้งสองภาคเริ่มตึงตัวขึ้น แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นขาดแคลนสภาพคล่อง เห็นได้จากสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากที่ขยับสูงขึ้น
สำหรับในภาคเหนือจากรายงานของ ธปท.พบว่า ยังมีสภาพคล่องส่วนเกินที่สูงต่อเนื่อง ประชาชนในภาคเหนือยังมีการฝากเงินมากกว่ากู้เงิน โดยมียอดคงค้างเงินรับฝากรวมอยู่ที่ 6.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 2.53 หมื่นล้านบาท หรือ 0.24% ขณะที่มียอดคงค้างเงินให้สินเชื่ออยู่ที่ 5.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,615 ล้านบาท หรือ 0.98% ส่งผลให้สัดส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 92.12%
ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปข้อมูลสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2559 มีเงินให้สินเชื่อสุทธิปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3,600 ล้านบาท จากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 10.425 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินฝากปรับลดลงต่อเนื่อง 8,900 ล้านบาท จากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 11.216 ล้านล้านบาท







