
ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับการพัฒนาอุตฯ
นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ไทยลำดับที่ 9 ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พัฒนาอุตสาหกรรมไปมากกว่าช่วงใดๆ ในประวัติศาสตร์ จากเดิมภาคอุตสาหกรรมอ่อนแอมาก ไม่สามารถผลิตสินค้าสนองความต้องการภายในประเทศ แต่ภายใต้พระบุญญาธิการ ภาคอุตสาหกรรมได้พัฒนาจนเติบใหญ่สามารถผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองไม่เฉพาะตลาดภายในประเทศเท่านั้น แต่รวมถึงส่งออกจำนวนมากไปจำหน่ายต่างประเทศ
นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ไทยลำดับที่ 9 ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พัฒนาอุตสาหกรรมไปมากกว่าช่วงใดๆ ในประวัติศาสตร์ จากเดิมภาคอุตสาหกรรมอ่อนแอมาก ไม่สามารถผลิตสินค้าสนองความต้องการภายในประเทศ แต่ภายใต้พระบุญญาธิการ ภาคอุตสาหกรรมได้พัฒนาจนเติบใหญ่สามารถผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองไม่เฉพาะตลาดภายในประเทศเท่านั้น แต่รวมถึงส่งออกจำนวนมากไปจำหน่ายต่างประเทศ
พระราชกรณียกิจของพระองค์เกื้อกูลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในหลายด้าน ประการแรก พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาสามัคคีของประชาชน จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงและผาสุกร่มเย็นให้แก่ประเทศชาติ นับเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
ประเด็นที่สอง พระองค์ทรงพระราชทานหลักคิดเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมได้สมดุลและยั่งยืน โดยได้เคยพระราชทานกระแสพระราชดำรัสมีความตอนหนึ่งว่า “โรงงานก็เกิดขึ้นมากจนกระทั่งคนเขานึกว่าประเทศไทยเป็นเสือตัวเล็กๆ และเป็นเสือตัวโตขึ้น เราเห่อไปว่าเราเป็นเสือ ความจริงแล้วเราเคยพูดกันเสมอในที่ประชุมว่าการเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่เราอยู่แบบพอเพียง มีอยู่มีกิน หมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง”
ประการที่สาม พระองค์ทรงพระราชทานหลักคิดถึงการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ รวมถึงพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยรักษาสภาพแวดล้อม โดยพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วันที่ 18 ต.ค. 2522 มีความตอนหนึ่งว่า “...เทคโนโลยีนั้น โดยหลักการ คือ การทำให้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดเป็นสิ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น เทคโนโลยีที่ดีสมบูรณ์จึงควรจะสร้างสิ่งที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและมีความสูญเปล่าหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด แม้แต่สิ่งที่เป็นของเสีย เป็นของที่เหลือทิ้งแล้ว ก็ควรจะได้ใช้เทคโนโลยีแปรสภาพให้เป็นของใช้ได้”
ประการที่สี่ พระองค์ทรงพระราชทานคำแนะนำถึงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรม โดยเมื่อคุณสว่าง จารุศร ได้ริเริ่มโครงการเขตอุตสาหกรรมนวนคร เมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลถวายคำชี้แจงรายละเอียดของโครงการ พระองค์ทรงสนพระทัยและทรงซักไซ้ไล่เลียงทุกแง่ทุกมุม คุณสว่างมาจนมุมเมื่อพระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า “ถ้าน้ำท่วมล่ะ จะทำอย่างไร” พระองค์จึงมีพระราชกระแสรับสั่งแนะนำว่า “ก็สร้างคันคูขนาดใหญ่ล้อมรอบเมืองไว้สิ” ทำให้คุณสว่างหูตาแจ่มใสขึ้น แต่น่าเสียใจว่าเขตอุตสาหกรรมไม่ได้ก่อสร้างคันคูเอาไว้อย่างแข็งแรงตามที่พระองค์ทรงห่วงใยไว้ ทำให้ไม่สามารถทนทานน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ได้
ประการที่ห้า พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย โดยพระราชทานขวัญและกำลังใจแก่พสกนิกรที่ประกอบอาชีพในด้านนี้ และประการที่หก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นผู้พัฒนาและสร้างแบบอย่างของการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดย่อม โรงงานส่วนพระองค์ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และโครงการตามพระราชดำริต่างๆ เป็นต้นว่า โรงงานกลั่นเอทานอล







