posttoday
แพรนด้าเล็งขึ้นราคาสินค้าสู้ค่าเงิน

แพรนด้าเล็งขึ้นราคาสินค้าสู้ค่าเงิน

25 สิงหาคม 2553

 

รับมือบาทแข็งแตะ31ต่อดอลล์ โอดรัฐช่วยผู้ส่งออกขาดทุนบาน

โพสต์ทูเดย์ — PRANDA เล็งขยับราคาสินค้า 23% แก้ลำเงินบาทแตะ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ ซื้อสัญญาล่วงหน้ากู้เงินต่างประเทศเพิ่ม จัดโครงสร้างเงินสมดุลสู้ผันผวน

นางประพีร์ สรไกรกิติกุล ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ (PRANDA) เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการมาช่วยเหลือกลุ่มส่งออกกรณีเงินบาทแข็งค่า

นอกจากนี้ บริษัทอาจจะปรับขึ้นราคาสินค้าหากค่าเงินบาทแข็งขึ้นต่อเนื่องถึง 31 บาท/เหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันอยู่ในช่วง 31.50 บาท/เหรียญสหรัฐ เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐกับสกุลยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป

“เงินบาทแข็งค่าครั้งนี้บริษัทได้รับผลกระทบมาก โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทมีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนมากสุดถึง 120 ล้านบาท ทั้งๆ ที่กำไรสุทธิที่ไม่รวมอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 210 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 104% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 104 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงเหลือที่ 73 ล้านบาทเท่านั้น” นางประพีร์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังต้องปรับโครงสร้างทางการเงินให้สอดคล้องกับความเสี่ยงขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน หลังให้บริษัทย่อยในต่างประเทศกู้เงินสกุลเงินปอนด์ 4.6 ล้านปอนด์ และ 2.9 ล้านยูโร ส่งผลให้ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมาก จึงเตรียมแผนกู้เงินธนาคารพาณิชย์ไทยสกุลเงินยูโรปอนด์ วงเงินไม่เกิน 200 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารของบริษัท โดยหักล้างเงินที่ให้บริษัทย่อยกู้

“คาดว่าจะเริ่มกู้เงินในปีหน้า ตอนนี้เพิ่งก่อสร้างอาคารเพื่อรองรับการขยายสินค้าในอนาคต ระหว่างนี้จึงต้องทำประกันความเสี่ยงล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันได้ทำฟอร์เวิร์ดล่วงหน้าไปแล้ว 6070% ของลูกหนี้ทางการค้า” นางประพีร์ กล่าว

นางประพีร์ กล่าวว่า บริษัทได้เพิ่มเป้ารายได้ปีนี้เป็นเติบโต 12% จากเดิมคาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 10% จากปีก่อนที่ทำได้ 3,706 ล้านบาท เนื่องจากผ่านมาครึ่งปีแรกรายได้บริษัทเติบโตถึง 15.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับครึ่งปีหลังของทุกปีเป็นฤดูกาลไฮซีซันของธุรกิจที่ขายของทุกภูมิภาคทั่วโลก ตั้งแต่เทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ อีกทั้งยังมีการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่จะจัดแสดงขึ้นจำนวนมาก

ในปีนี้มีแผนใช้เงินลงทุนทั้งหมด 300 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักร 100 ล้านบาท ขยายกิจการเพิ่มเติม 100 ล้านบาท และอีก 100 ล้านบาท ขยายสาขาในจีนและอินเดีย ตั้งเป้ารายได้ในจีนปีนี้ 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นยอดขายที่บริษัทผลิตและจำหน่ายเอง ซึ่งมีช็อปในเสิ่นเจิ้น 45 ช็อป ขณะที่ในประเทศอินเดียวางเป้าหมายรายได้ในปีนี้ 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีแผนที่จะเปิดช็อปในอินเดียอีก 3 ช็อป

อย่างไรก็ดี บริษัทวางแผนว่าภายในปี 2555 จะขยับสัดส่วนแบรนด์สินค้าที่ผลิตเองเพิ่มขึ้นเป็น 50% จากปัจจุบัน 30% และเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับลูกค้าที่ 70% โดยมาจากการขยายสินค้าแบรนด์ที่ผลิตเองให้เติบโตก้าวกระโดดในประเทศจีนและอินเดียเป็นหลัก ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) เพิ่มขึ้นเป็น 4045% จาก3035%

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน