
เอสเอ็มอีฉุดคุณภาพหนี้ กดดันแบงก์เพิ่มสำรอง
สถานการณ์คุณภาพหนี้ของธนาคารพาณิชย์ยังต้องจับตาต่อเนื่อง หลังจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
สถานการณ์คุณภาพหนี้ของธนาคารพาณิชย์ยังต้องจับตาต่อเนื่อง หลังจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะเห็นสัญญาณการเพิ่มในอัตราที่ชะลอลงแล้วก็ตาม และความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจกดดันให้สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อในปี 2560 และต้องกันสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น
นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย คาดว่า สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในสิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ 2.76% จาก 2.55% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว และจะปรับขึ้นไปแตะจุดสูงสุด (พีก) ที่ 2.96% ในไตรมาส 2 ของปี 2560 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะภาคการผลิตที่มีเอ็นพีแอลมากที่สุดราว 5% ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 5.22% ในสิ้นปีหน้า
ก่อนหน้านี้ ธนาคารพาณิชย์คาดการณ์ว่า สัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมจะปรับขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2559 โดยประเมินจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ซบเซาได้ถึงจุดต่ำสุดแล้วเมื่อกลางปี 2558 จากนั้นเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ผลกระทบที่เกิดกับเอ็นพีแอลจะล่าช้าออกไป 12-18 เดือน หรือหมายความว่า จะเห็นเอ็นพีแอลปรับขึ้นสูงสุดในช่วงปลายปี 2559 นั่นเอง
แล้วก็เป็นดังคาด เมื่อทิศทางเอ็นพีแอลขยับขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 จนส่งผลให้กำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าอัตรากำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายจะยังพอเติบโตได้ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อต้องปันส่วนของกำไรไปใช้เพื่อการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ จากหนี้เสียที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา
โดยมีเอ็นพีแอลบางกลุ่มเริ่มชะลอลง คือ กลุ่มสินเชื่อรายย่อย ทั้งสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์ ที่มีคุณภาพหนี้ดีขึ้น จากการที่สถาบันการเงินควบคุมคุณภาพ จัดพอร์ตสินเชื่อใหม่ และเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมาก่อนหน้านี้ตั้งแต่ 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลในกลุ่มนี้นิ่งแล้ว
แต่เอ็นพีแอลที่ยังคงปรับขึ้นไม่มีทีท่าว่าจะถึงจุดสูงสุด มาจากลูกค้าเอสเอ็มอีที่อ่อนแอ สายป่านสั้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ที่แม้ว่าตัวเลขจีดีพีจะเติบโตเกินคาด แต่ในแง่การจับจ่ายใช้สอยยังซบเซา กำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนแอ ส่งผลกระทบโดยตรงกับยอดขายสินค้าและบริการของเอสเอ็มอี
ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอียังไม่ถึงจุดต่ำสุด ส่งผลให้เอ็นพีแอลในกลุ่มเอสเอ็มอียังคงปรับขึ้น ผลักดันให้เอ็นพีแอลของระบบสถาบันการเงินขยับขึ้นต่อไปอีกจนถึงปีหน้า
ธนาคารกสิกรไทยที่เป็นเจ้าตลาดในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ด้วยยอดคงค้างสินเชื่อเอสเอ็มอี ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2559 อยู่ที่ 6.28 แสนล้านบาท แม้ว่าที่ผ่านมาได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือและ
ประคับประคองลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีกลุ่มที่มีปัญหาให้ผ่านพ้นภาวะกำลังซื้อซบเซาไปให้ได้ แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากในภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ ธนาคารกสิกรไทยจึงตัดสินใจกำหนดต้นทุนเครดิต (เครดิตคอสต์) ของปี 2560 เพื่อรองรับการตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 2.0-2.25% จากในปีนี้กำหนดไว้ที่ 1.9%
ธนาคารกสิกรไทยยังตั้งเป้าหมายควบคุมเอ็นพีแอลของปี 2560 ไว้ที่ 3.3-3.4% ของสินเชื่อรวม จากระดับ 3.35% ณ วันที่ 30 ก.ย. 2559 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 2.70% เมื่อสิ้นปี 2558
ขณะที่ธนาคารอื่นๆ ก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน เห็นได้จากที่ผ่านมามีความพยายามเข้าไปดูแลและช่วยเหลือลูกค้าเพื่อยับยั้งการเกิดหนี้เอ็นพีแอลใหม่ที่อาจทับถมเข้ามาเพิ่ม โดยคาดหวังว่าภายในกลางปีหน้าภาพรวมเอ็นพีแอลจะนิ่ง และสถาบันการเงินจะกลับมามีบทบาทให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเต็มที่







