
ออสซี่เข้มปิดฉลาก
โดย...สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครซิดนีย์
โดย...สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครซิดนีย์
ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา ออสเตรเลียได้เริ่มใช้ระบบการปิดฉลากแสดงที่มาของถิ่นกำเนิดสินค้าอาหารระบบใหม่ โดยสินค้าอาหารที่จำหน่ายตามร้านค้าปลีกทั่วไปในออสเตรเลียจะต้องแสดงแหล่งที่มาของสินค้าบนฉลาก เพื่อความกระจ่างและชัดเจนต่อผู้บริโภคสินค้าอาหาร
การออกกฎหมายของออสเตรเลียที่กำหนดให้ผู้ค้าปลีกและค้าส่งอาหารทะเลทุกราย ทั้งที่บรรจุหีบห่อและไม่ได้บรรจุหีบห่อต้องติดฉลากแสดงถิ่นกำเนิดสินค้า (Country of Origin Labelling) หรือแสดงรายละเอียดของแหล่งวัตถุดิบสินค้าให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคทราบแหล่งที่มาของสินค้าที่จำหน่ายในออสเตรเลีย ซึ่งชาวออสเตรเลียมากกว่า 46% นิยมซื้อสินค้า Australian Made เนื่องจากมีคุณภาพที่เชื่อถือได้ ทำให้สินค้านำเข้าเสียเปรียบสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวยังเป็นการตรวจสอบสินค้าอาหารนำเข้าที่เข้มงวด เพื่อความปลอดภัยจากโรคพืชและสัตว์ของออสเตรเลีย อีกทั้งยังสะท้อนว่าชาวออสเตรเลียใส่ใจและให้ความสำคัญต่อการทำประมงที่ยั่งยืน เพื่อรักษาระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม ตลอดจนให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพด้านการใช้แรงงานและต่อต้านการใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้สินค้าส่งออกจากไทยเสียเปรียบสินค้าคู่แข่ง
จากข้อมูลการค้าออสเตรเลียกับไทยในช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ปี 2559 ออสเตรเลียนำเข้าปลาและอาหารทะเลจากไทยมีมูลค่า 29.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2558 คิดเป็นสัดส่วน 0.46% ของการนำเข้าสินค้าจากไทยทั้งหมด โดยการนำเข้าปลาและอาหารทะเลของออสเตรเลียจากไทย 3 อันดับแรก คือ สัตว์น้ำประเภทครัสตาเซีย แบบสด แช่เย็นและแช่แข็ง อาทิ กุ้งมังกรและกุ้งประเภทต่างๆ มีสัดส่วน 67.4% รองลงมาคือสัตว์น้ำจำพวกโมลลุสก์ อาทิ หอยและปลาหมึก ทั้งสด แช่เย็นและแช่แข็งมีสัดส่วน 21.23% และเนื้อปลาแบบ Fillet และเนื้อปลาแบบอื่นทั้งสด แช่เย็นและแช่แข็งมีสัดส่วน 9.5%
สำหรับสินค้าที่ออสเตรเลียนำเข้าจากไทยขยายตัวมากที่สุด คือ ปลาแช่เย็นจนแข็งไม่รวมถึงเนื้อปลาแบบ Fillet และเนื้อปลาแบบอื่นๆ รองลงมาคือหอยและปลาหมึก ทั้งสด แช่เย็น แช่แข็งและกุ้งมังกร และกุ้งประเภทต่างๆ ส่วนการนำเข้าปลาและอาหารทะเลประเภทอื่นๆ หดตัวลง เนื่องจากออสเตรเลียหันไปนำเข้าจากเวียดนาม นอร์เวย์ และอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น
ด้านการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลของออสเตรเลียในช่วง 7 เดือน ปี 2559 พบว่าออสเตรเลียนำเข้าปลาและอาหารทะเลจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2558 มีมูลค่า 436 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าที่ออสเตรเลียนำเข้ามากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เนื้อปลาแบบ Fillet และปลาอื่นๆ ทั้งสด แช่เย็นและแช่แข็ง จำนวน 30,851 ตัน
รองลงมาคือ สัตว์น้ำประเภทครัสตาเซีย แบบสด แช่เย็นและแช่แข็ง อาทิ กุ้งมังกรและกุ้งประเภทต่างๆ จำนวน 11,379 ตัน สัตว์น้ำจำพวกโมลลุสก์ อาทิ หอยและปลาหมึก ทั้งสด แช่เย็นและแช่แข็ง จำนวน 15,272 ตัน ปลาแห้งที่ใส่เกลือหรือแช่น้ำ เกลือ รวมถึงปลาป่นและที่ทำเป็นเพลเลตสำหรับบริโภค จำนวน 2,363 ตัน และปลาทั้งสดหรือแช่เย็นไม่ รวมถึงเนื้อปลาแบบ Fillet และเนื้อปลาแบบอื่นๆ จำนวน 4,022 ตัน
แหล่งนำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรก คือ จีนมีสัดส่วนตลาด 21.2% นิวซีแลนด์ 17.2% เวียดนาม 14.3% และไทย 6.8%
การออกกฎระเบียบใหม่ของออสเตรเลียที่ตรวจสอบละเอียดเรื่องแหล่งที่มาของสินค้า สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในปัญหาด้านแรงงานเป็นสำคัญ สอดคล้องกับข้อเสนอแนะที่ทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครซิดนีย์ จัดทำขึ้นมา โดยระบุว่าชาวออสเตรเลียให้ความสำคัญต่อสิทธิและมนุษยธรรมด้านแรงงาน ผู้ส่งออกสินค้าอาหารไทยจึงควรสมัครเข้ารับการรับรองมาตรฐานการประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล (SEDEX และ SGS) เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากผู้นำเข้า โดยเฉพาะห้างซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อขยายโอกาสในการส่งออกสินค้า
นอกจากนี้ ผู้บริโภคอาหารทะเลและผู้ค้าปลีกรายใหญ่จะให้ความสำคัญต่อการทำประมงที่ยั่งยืน ดังนั้นสินค้าอาหารทะเลและแปรรูปที่ส่งออกมาจำหน่ายในออสเตรเลียควรผ่านการรับรองจาก Marine Stewardship Council (MSC) เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าในออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น และผู้ส่งออกควรนำเสนอสินค้า เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม (Niche) อาทิ กลุ่มผู้ใช้ชีวิตแบบเร่งรีบต้องการสินค้าสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เป็นต้น







