posttoday
เล็งหาพื้นที่สำรอง โรงไฟฟ้าถ่านหิน

เล็งหาพื้นที่สำรอง โรงไฟฟ้าถ่านหิน

10 ตุลาคม 2559

กฟผ.เตรียมแผนสำรองหาพื้นที่ใหม่หากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สะดุด ลุ้นรัฐบาลเดินหน้าต่อลดความเสี่ยงไฟฟ้าภาคใต้

กฟผ.เตรียมแผนสำรองหาพื้นที่ใหม่หากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สะดุด ลุ้นรัฐบาลเดินหน้าต่อลดความเสี่ยงไฟฟ้าภาคใต้

นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพาณิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ จะทราบว่าอนาคตของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ จะเกิดขึ้นหรือไม่ หลังจากคณะกรรมการเพื่อศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ได้สรุปผลศึกษาเตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณา หากรัฐบาลตัดสินใจไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้ ทาง กฟผ.ก็จำเป็นต้องหาพื้นที่ใหม่เพื่อผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2015)

ทั้งนี้ ในหลักการภาคใต้จะต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่มารองรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6% โดยปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งในพื้นที่อยู่ที่ 3,000 เมกะวัตต์ โดยเป็นเชื้อเพลิงที่พึ่งพาได้ 2,200 เมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นโรงไฟฟ้าจากพลังน้ำ น้ำมันเตา และพลังงานทดแทน ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้อยู่ที่ 2,630 เมกะวัตต์ ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอ จึงต้องจัดส่งไฟฟ้าจากส่วนกลางเข้ามาเสริมอยู่

“เราก็ยังมั่นใจว่ารัฐบาลน่าจะตัดสินใจให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะเป็นความเสี่ยงและจะเกิดผลกระทบรุนแรง คนที่เดือดร้อนคือภาคประชาชน แต่ถ้าท้ายสุดไม่อนุมัติหรือชะลอ คงต้องเริ่มต้นใหม่หาพื้นที่ใหม่ ช่วงเวลาปี 2562-2564 ไม่เกิดโรงไฟฟ้าใหม่ เพราะอย่างน้อยต้องบวกต่อไปอีก 7 ปี กว่าจะมีโรงไฟฟ้าเข้าระบบ คือปี 2567-2568 ระยะเวลาเลยความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งช่วงเวลานั้นจะมีความเสี่ยง ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นจริงๆ ก็ต้องเป็นหน้าที่รัฐที่ต้องบริหารจัดการอย่างจำกัด ไม่ให้เกิดไฟดับ” นายวิวัฒน์ กล่าว

นายวิวัฒน์ กล่าวถึงข้อเรียกร้องของ กลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ โดยขอให้ชะลอโครงการออกไป 3 ปี เพื่อศึกษานำพลังงานทดแทนเข้ามาใช้นั้น เรื่องดังกล่าวคงต้องขึ้นอยู่กับประชาชนในพื้นที่ต้องคิดเองโดยหาข้อมูลประเมินความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่จำเป็นต้องฟัง กฟผ.ก็ได้ ซึ่งข้อเรียกร้องหากพิจารณาจากแผนพีดีพีที่กำหนดไว้ตอนนี้โรงไฟฟ้าได้ช้าไปแล้ว 2 ปี กว่าจะเกิดโรงไฟฟ้าได้จะอยู่ในช่วงปี 2564 ทั้งๆ ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 ถ้าบวกไปอีก 3 ปี ก็เท่ากับ 5 ปี ในขณะที่ต้องเริ่มศึกษากันใหม่ทั้งกระบวนการซึ่งใช้เวลารวมแล้ว 7 ปี หรือปี 2569 แทนที่จะได้ใช้ไฟฟ้าปี 2562 ระหว่างนี้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ ทางกลุ่มคัดค้านจะเข้ามาช่วยอย่างไร ไม่ใช่แค่เสนอแนวคิดอย่างเดียว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ