
สานฝันสตาร์ทอัพ สามารถหนุนเด็กไทยต่อยอด
การสนับสนุนกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีอินโนเวชั่นมีให้เลือกมากมายหลายเวที ทั้งในเวทีของภาครัฐและเอกชน
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การสนับสนุนกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีอินโนเวชั่นมีให้เลือกมากมายหลายเวที ทั้งในเวทีของภาครัฐและเอกชน แต่หนึ่งในเวทีที่มีความเก่าแก่ในการประกวดที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มสามารถและ สวทช.ยาวนานมาเป็นปีที่ 6 ยังถือว่าเป็นรายเดียว
เจริญรัฐ วิไลลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจด้านสมาร์ทโฟนดุเดือดขึ้นทุกปี ช่วงแรกในการทำโครงการนี้เป็นเพราะบริษัทต้องการให้มีแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ รองรับการใช้งานเครื่อง แต่ตลอดระยะเวลา 4-5 ปีมานี้ การเข้ามาเล่นในตลาดสมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่นของกลุ่มโอเปอเรเตอร์ ทำให้การแข่งขันสูงขึ้นและในฐานะธุรกิจเอกชนที่สนับสนุนทั้งสองส่วนนี้มาก่อนต้องพัฒนาการแข่งขันให้ดีขึ้น
“ธุรกิจในกลุ่มสมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่นแข่งขันรุนแรง ทำให้บริษัทต้องเตรียมพร้อมรับมือเพื่อให้ทันต่อการเข้าสู่ยุคดิจิทัล”
การสนับสนุนโครงการในแต่ละปีนั้น จะใช้งบไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าในปีนั้นจะมีทีมที่สมัครและผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมากน้อยแค่ไหน โดยครั้งนี้สามารถให้งบสนับสนุนส่วนหนึ่งจำนวน 2 ล้านบาท อีกส่วนจะเป็นของทาง สวทช. และครั้งนี้ทีมที่ผ่านการคัดเลือกมีทั้งหมด 23 ทีม นอกจากทีมผู้ชนะทั้ง 3 รายแล้วที่ได้เงินรางวัลและโอกาสเดินทางไปดูงานต่างประเทศแล้ว ทีมที่เหลืออีก 20 ทีม จะได้รับเงินทุนในการพัฒนาผลงานทีมละ 2 หมื่นบาท
การสนับสนุนให้ประเทศไทยเข้าสู่โมเดลไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีและอินโนเวชั่น จึงเป็นการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กรุ่นใหม่เพื่อพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ดิจิทัลให้มากขึ้น ซึ่งเด็กรุ่นใหม่มีความสามารถมากขึ้น ทำให้มีโอกาสต่อยอดธุรกิจในหลายๆ เวทีประกวดเพื่อมุ่งสู่ความเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศต่อไป
ทั้งนี้ บริษัทยังคงสนับสนุนกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การเกษตร สุขภาพและเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร เพื่อเป็นหัวข้อประเภทในการประกวดเพื่อสร้างโอกาสในการผลักดันธุรกิจใหม่ๆ
ด้านทีมผู้ชนะ 3 รางวัล สำหรับรางวัลที่ 1 ได้แก่ จับจ่ายฟอร์สคูล เทคโนโลยีสร้างบัญชีเงินฝากระหว่างนักเรียนและโรงเรียน โดยจะสร้างบัญชีเงินฝากให้กับนักเรียนและผูกเข้ากับลายนิ้วมือ เพื่อให้นักเรียนซื้ออาหารกลางวัน สินค้าในสหกรณ์และลงเวลาเรียนได้
รางวัลที่ 2 ได้แก่ ฮอปส์ แอพพลิเคชั่นที่ช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลการตลาด ดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมร้านและกระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์กับสินค้าภายในร้านและสำรวจความคิดเห็นหลังใช้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับลูกค้าและเข้าใจความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
ส่วนรางวัลที่ 3 ได้แก่ โอ ออร์คิด ระบบดูแลและจัดการฟาร์มกล้วยไม้เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถลดแรงงานและเพิ่มผลผลิต โดยอุปกรณ์จะปรับสภาพแวดล้อมภายในฟาร์มให้เหมาะสมหรือใกล้เคียงกับความต้องการของพืชประเภทต่างๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถปรับสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้ผ่านแอพพลิเคชั่นหรือตั้งค่าอุปกรณ์ได้อัตโนมัติ
สำหรับทีมที่เข้าประกวดอีกหลายทีมยังมีเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษาอย่าง เกลอทอลค์ (Glurr Talk) แอพพลิเคชั่นสอนภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าไปเรียนโดยจ่ายผ่านระบบคอยน์ และจะเรียนเป็นคอร์สหรือเป็นครั้งก็ได้ ตามเวลาที่ผู้เรียนสะดวกและเป็นการสอนสดทำให้ผู้เรียนเข้าใจและสอบถามผู้สอนได้ทันที ไม่ใช่เรียนผ่านวิดีโอและรับประกันว่าพูดเบื้องต้นได้หลังเรียนจบคอร์ส
นอกจากนี้ ยังมีแอพพลิเคชั่นสำหรับระบบคอลเซ็นเตอร์ ที่ชื่อว่า คอลเซ็น (Call Zen) ช่วยให้ลูกค้าสามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างรวดเร็วผ่านแอพพลิเคชั่นแบบไม่ต้องรอสายให้เสียเวลา รวมทั้งมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหน่วยงานต่างๆ แล้วกว่า 200 แห่ง มีผู้ดาวน์โหลดไปใช้งานแล้วกว่า 3 หมื่นราย จากทุกระบบปฏิบัติการ
เมื่อเด็กรุ่นใหม่มีความสามารถในการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น ถือว่าการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป







