
แกะความต่าง เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ
เคยสงสัยไหมว่า สตาร์ทอัพ แท้จริงแล้วมีความหมายครอบคลุมธุรกิจใดบ้าง
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
เคยสงสัยไหมว่า สตาร์ทอัพ แท้จริงแล้วมีความหมายครอบคลุมธุรกิจใดบ้าง แล้วสตาร์ทอัพแตกต่างกับเอสเอ็มอีอย่างไร มีปัจจัยใดเป็นตัวแบ่ง และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด
ภูมิพร ธรรมสถิตย์เดช ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้อำนวยการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพ คือ ธุรกิจที่สร้างสรรค์ใหม่ รูปแบบการคิดใหม่ ที่ใช้นวัตกรรม และอาจมีเทคโนโลยีเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการคิดเพื่อแก้ไขปัญหา และปรับตัวสอดคล้องกับความต้องการของสังคม ทำให้ธุรกิจเติบโตรวดเร็ว และขยายตัวในระดับภูมิภาคและระดับโลก
กล่าวคือ สตาร์ทอัพ แตกต่างจากธุรกิจเอสเอ็มอีในแง่ที่ว่า เป็นการหาและสร้างแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการใหม่ที่ตอบสนองกลุ่มผู้ใช้และมีคุณค่ามากกว่าแบบเดิมที่มีอยู่ ส่งผลต่อการเติบโตก้าวกระโดด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทั้งการดึงดูดทุน การลงทุนการผลิต การลงทุนพัฒนา การจ้างงาน และการลงทุนวิจัย เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ กระบวนการหรือบริการ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม
ส่วนใหญ่ธุรกิจสตาร์ทอัพจะอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น อี-คอมเมิร์ซ และการพัฒนาการบริการสู่แอพพลิเคชั่น โดยสันนิษฐานว่าสตาร์ทอัพเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกประมาณปี 2523 และเกิดขึ้นครั้งแรกในไทยประมาณปี 2553 จากการเข้ามาของอี-คอมเมิร์ซ โดยสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จจะมี 3 คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ 1.ความคิดริเริ่มเป็นของตัวเอง 2.หุ้นส่วน หรือทีมงานในธุรกิจดีมีความเชี่ยวชาญ และ 3.ทักษะดี ซึ่งมักมีทักษะเบื้องต้นด้านการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ โดยมหาวิทยาลัยมีส่วนสำคัญในการสั่งสมความรู้ให้นักศึกษา เป็นแหล่งผลิตงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยจึงมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสตาร์ทอัพของประเทศ
สตาร์ทอัพในไทย แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ดิจิทัล สตาร์ทอัพ 2.เทคโนโลยี สตาร์ทอัพ 3.ธุรกิจสตาร์ทอัพบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ หรือไบโอเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ 4.การใช้ความคิดสร้างสรรค์บนธุรกิจ หรือครีเอทีฟ สตาร์ทอัพ ซึ่งในไทยยังมีกลุ่มสตาร์ทอัพไม่สูงมาก แต่ถือไม่น้อยเมื่อเทียบกับในระดับภูมิภาค โดยคาดว่าในอีกไม่เกิน 5 ปี ข้างหน้า สตาร์ทอัพจะมีความเข้มแข็ง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น
นอกเหนือจากการมีทักษะในการดำเนินงานแล้ว แผนธุรกิจเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากจุดอ่อนของสตาร์ทอัพไทยที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ส่วนใหญ่มักไม่ได้วางแผนระยะสั้น และระยะยาว โดยแผนธุรกิจจะสามารถอุดช่องโหว่ส่วนนี้ได้ รวมทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถสร้างระบบนิเวศที่เกื้อหนุน ทั้งเงินทุน นโยบาย กฎระเบียบ และข้อกฎหมายเกี่ยวกับสตาร์ทอัพที่ชัดเจนขึ้น จุดอ่อนอีกประการหนึ่งของสตาร์ทอัพ คือปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา เช่น งานวิจัยของนักวิจัย แต่เป็นสมบัติของมหาวิทยาลัยยากต่อการต่อยอดทางธุรกิจ
นอกเหนือจากนี้ เมื่อบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่ง มีความคิดริเริ่ม สู่การต่อยอดเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพได้แล้ว การระดมทุน เพื่อพัฒนาธุรกิจเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญสุด หรือเรียกว่าการ (Pitching) เพื่อดึงดูดนักลงทุน สตาร์ทอัพจะได้เรียนรู้ จากกระบวนการนี้มากที่สุด และนำความรู้ที่ได้จากสนามธุรกิจจริง มาปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ตรงใจกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น จนเกิดการระดมทุนสำเร็จนำไปสู่การขยายธุรกิจ จนถึงจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ดังนั้น สตาร์ทอัพ คือ ธุรกิจเกิดใหม่ที่มีโอกาสโตสูง บนพื้นฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งความท้าทายในการพัฒนา คือ การสร้างสภาพแวดล้อม หรือระบบนิเวศที่เหมาะสมในการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่อาศัยความร่วมมือจากทั้งสามฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษา ดำเนินงานร่วมกันในทิศทางสอดประสานกันและเข้าใจตรงกัน







