posttoday
แนวโน้มเศรษฐกิจชนิดครึ่งสุกครึ่งดิบ Goldilocks Economic Outlook

แนวโน้มเศรษฐกิจชนิดครึ่งสุกครึ่งดิบ Goldilocks Economic Outlook

24 สิงหาคม 2553

....ธีระ ภู่ตระกูล

ความสุขของการเป็นพ่อมือใหม่คือการได้อ่านนิทานก่อนนอนให้กับลูกๆ ฟัง และนิทานโปรดของผมก็ยังคงเป็นเรื่อง Goldilocks and the Three Bears ซึ่งมีใจความว่า กาลครั้งหนึ่ง ได้มีเด็กหญิงชื่อ Goldilocks เขาได้เดินเข้าไปในป่า และอีกไม่นาน ก็ได้เจอกับบ้านหลังหนึ่ง เขาเคาะประตูและเมื่อไม่มีใครตอบ เขาก็เดินเข้าไปเลย บนโต๊ะในครัวมีอาหารอยู่สามชาม Goldilocks หิวมาก จึงได้ลองรับประทานอาหารในชามแรก และพูดว่า จานนี้ร้อนเกินไป ต่อมาได้รับประทานอาหารชามที่สอง และก็พูดว่า ชามนี้เย็นเกินไป และได้ลองอาหารชามที่สาม และพูดว่า ชามนี้กำลังดี เขาจึงมีความสุขและรับประทานอาหารหมดชาม

ผมคิดว่าทุกคนคงจะทราบว่าเรื่องนี้จบอย่างไร ซึ่งก็บ่งบอกถึงสถานะความหมิ่นเหม่ของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนไม่ได้อยู่ในช่วงที่ร้อนหรือเย็นเกินไป เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจจะอยู่ในระดับที่ “กำลังดี” สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากที่ผมได้สำรวจสภาพเศรษฐกิจโลก ผมมองว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงสำหรับหลายเรื่อง อาทิ วิกฤตหนี้ในยุโรป อัตราการว่างงานสูงในสหรัฐอเมริกา การชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและการถกเถียงเรื่องเงินเฟ้อ/เงินฝืด เป็นต้น ในส่วนของผม ผมมองว่าเรากำลังเดินไปยังภาวะปกติรูปแบบใหม่ (New Normal) ของการเจริญเติบโตแบบช้าลงในอนาคต สหรัฐกำลังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยน ภายหลังจากที่นักลงทุนได้ขาดทุนเป็นจำนวนหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ปฏิกิริยาต่อภาวะการสูญเสียทรัพย์สินและระดับหนี้ที่สูงคืออัตราการออมของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น ซึ่งผมคิดว่าจะมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในลักษณะนี้ อัตราการออมที่สูงขึ้นควบคู่กับอัตราการใช้จ่ายที่ต่ำลงจะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจชะลอตัวลง ผมเชื่อว่าทุกคนจะเห็นสถานการณ์ชัดเจนขึ้นภายหลังจากที่มีการยกเลิกนโยบายกระตุ้นของรัฐบาล นอกจากนี้ราคาบ้านพักที่กำลังตกต่ำและอัตราการถูกยึดบ้านที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐในอีกหลายปีข้างหน้า

สำหรับวิกฤตหนี้ในยุโรปปีใหม่ก็มีวิกฤตใหม่ หากเรากังวลเมื่อปีที่ผ่านมาว่าธนาคารอันไหนในสหรัฐและยุโรปจะล้มหรือไม่ ความกังวลในปัจจุบันก็คือรัฐบาลจะล้มหรือไม่ สถานการณ์เกี่ยวกับหนี้ของรัฐในยุโรปถือว่ารุนแรงมาก ยกตัวอย่างประเทศกรีซซึ่งมีหนี้อยู่ประมาณ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมี GDP ต่อปีอยู่ประมาณ 3.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังหดตัวลง จึงมีบางคนออกมาพูดว่าจริงๆแล้วกรีซถือว่าล้มละลายแล้ว เหลือเพียงแต่เวลาเท่านั้นที่จะเข้าสู่ภาวการณ์ผิดนัดชำระหนี้ หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงจะทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรงในทวีปยุโรป เนื่องจากธนาคารใหญ่ในยุโรปหลายแห่งมีการลงทุนในหนี้สินของกรีซ และหากรัฐบาลล้มละลายจะส่งผลกระทบต่อธนบัตรของรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นการลงทุนแบบไม่มีความเสี่ยง

เพราะฉะนั้น มีทางออกสำหรับประเทศอ่อนแอในยุโรปหรือไม่ คำตอบสั้นๆ คือ ไม่น่าจะมี การใช้สกุลเงินเดียว (สกุลเงินยูโร) จะทำให้ประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ อาทิ กรีซ โปรตุเกส สเปน และไอร์แลนด์ ไม่สามารถจะลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นการส่งออกและสร้างงานได้ ทางเลือกเดียวคือการตัดงบประมาณให้มากที่สุด และเริ่มการปรับเปลี่ยนโครงการสนับสนุนของภาครัฐ อาทิ สวัสดิการสำหรับผู้ว่างงานเพื่อจะทำให้เศรษฐกิจสามารถแข่งขันได้เหมือนเดิม ประเทศเหล่านี้จะต้องเรียนรู้วิถีชีวิตอย่างพอเพียง แต่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำการตัดงบประมาณรายจ่ายและการขึ้นภาษีอาจส่งผลหายนะและอาจจะทำให้ยุโรปทั้งหมดต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอีกรอบ

หลังจากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ผมไม่อยากจะคิดอะไรมากกับการขึ้นลงของตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เช่นกัน อย่างเรื่องที่เกิดขึ้นในนิทาน Goldilocks and the Three Bears คุณควรจะหนีออกจากบ้านก่อนที่หมีกลับมา และวิธีหนึ่งที่จะทำได้คือการกระจายพอร์ตการลงทุนของคุณและให้มีวินัยในเรื่องของ Dollar Cost Averaging ที่ผมพูดตลอดเวลาคือไม่มีใครสามารถคาดหมายได้อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับการขึ้นลงอย่างรุนแรงในตลาดหุ้น มีผลการศึกษาหลายฉบับที่แสดงว่านักลงทุนที่ไม่ได้มีการลงทุนในวันที่มีการขึ้นมากที่สุดของราคาในตลาดจะเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ขาดรายได้ระยะยาวมากที่สุดเช่นกัน (กรุณาดูภาพที่ 1)

เพราะฉะนั้น หากเราไม่สามารถจะคาดหมายว่าเหตุดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อไร สิ่งที่ดีที่สุดคือการซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมที่ดีและถือเอาไว้ โดยหวังว่าราคาของหุ้นหรือกองทุนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในอนาคต กล่าวคือผมยังมั่นใจว่าตลาดในปัจจุบันยังสนับสนุนการลงทุนระยะยาวและกลยุทธ์การซื้อแล้วเก็บไว้ (Buy and Hold) และข้อเท็จจริงอีกข้อคือหุ้นเป็นปัจจัยสำคัญของนักลงทุนที่จะบรรลุเป้าหมายของการเกษียณ ของการทำบุญและของมรดก โดยตอนนี้เราต้องเผชิญกับอัตราผลตอบแทนที่ต่ำมากของพันธบัตร นักลงทุนมักจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะที่ผ่านมาหุ้นจะให้ผลตอบแทนระยะยาวที่ดีกว่า ผมเชื่อว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะไม่ต่างจากอดีต ผมจึงขอแนะนำให้คุณควบคุมอารมณ์ในช่วงที่เราต้องเผชิญกับภาวะการแปรปรวน ถึงแม้ว่าจะมีลมต้านอยู่ แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะทำเงินได้เช่นกันจากภาพรวม (กรุณาดูภาพที่ 2)

เราไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่าใจกลางของมูลค่าทุนในตลาดยังอยู่ที่สหรัฐอเมริกา (จุดเขียว) ตลาดหลักทรัพย์ในลอนดอน ปารีส และโตเกียว ถือว่าใหญ่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาจะมีขนาดเพียง 1/10 เท่านั้น (จุดเหลือง) สำหรับตลาดหลักทรัพย์ที่เหลือในโลก (จุดแดง) จะมีขนาดเพียง 1/100 ของตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐเท่านั้น น่าเสียดายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีขนาดเล็กมากจนไม่ปรากฏบนแผนที่นี้ ตามการวิเคราะห์ดังกล่าวเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงตลาดสหรัฐได้ และผมก็ขอแนะนำให้คุณก้าวออกจากความกลัวที่จะลงทุนในตลาดอื่นนอกจากของประเทศไทย เพราะว่าในภาพรวมตลาดไทยจะไม่ขยายตัวมากนักในอีก 20 ปีข้างหน้า ไม่เหมือนกับตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย และจีน ที่ล้วนมีตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่บนแผนที่แล้วและกำลังขยายตัว ผมยังไม่รู้เลยว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะมีโอกาสได้ขึ้นแผนที่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถโต้แย้งได้ว่า ถึงแม้ว่ามีข่าวร้ายออกมาจากสหรัฐ (อาทิ มีอัตราการว่างงานร้อยละ 10 หนี้สาธารณะที่ไม่สามารถจะควบคุมได้ อัตราความมั่นใจของผู้บริโภคที่ลดลง เป็นต้น) ยังเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ที่จะไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ในทางหนึ่งคุณถูก ที่มีความกังวลเพราะปัญหาต่างๆ เป็นปัญหาที่รุนแรง แต่หากสามารถวิเคราะห์บริษัทที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น จะพบว่าบริษัทดังกล่าวมีผลการดำเนินการที่ดีถึงแม้ว่าอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ เหตุผลสำคัญคือบริษัทเหล่านี้ทำรายได้มากกว่าครึ่งจากตลาดนอกสหรัฐอเมริกา และหากคุณเอาบริษัทสาธารณูปโภค บริษัทรถไฟ และธนาคารเฉพาะท้องถิ่นต่างๆ ออกจากการคำนวณจะพบว่ามีอัตราที่สูงขึ้นกว่าเดิม บริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม อาทิ Apple, 3M, HewlettPackard และ Intel มียอดขาย/รายได้ มากกว่า 2 ใน 3 จากตลาดนอกสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่าถึงแม้ว่าในกรณีที่เศรษฐกิจสหรัฐมีอัตราการหดตัวรอบที่สอง (Double Dip) บริษัทเหล่านี้ยังสามารถขยายตัวได้โดยแสวงหาลู่ทางจากตลาดต่างชาติ

ดังนั้น เราจะมีส่วนร่วมในการลงทุนนี้ได้อย่างไร ในปัจจุบัน มีกองทุนรวมลงทุนต่างชาติ (Foreign Investment Funds – FIF) อยู่สามอัน ที่ลงทุนในตลาดสหรัฐ กล่าวคือ กองทุนเปิด วรรณ ยูเอส รีคอฟเวอรี่ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์, กองทุนเปิดแอสเซทเอสแอนด์พี 500 และกองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์ อย่างไรก็ตาม กองทุนทั้งสามเป็นกองทุนที่มีขนาดเล็ก โดยมีทุนอยู่ระหว่าง 36 ล้าน ถึง 350 ล้านบาท และมีผลการดำเนินการที่สั้น ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปีนี้สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ค.

ปี 2553 กองทุนทั้งสามมีผลการดำเนินการติดลบประมาณร้อยละ 4 แต่สำหรับกองทุนเปิด วรรณ ยูเอส รีคอฟเวอรี่ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ และกองทุนเปิดแอสเซทเอสแอนด์พี 500 ซึ่งมีผลการดำเนินการ 1 ปี มีผลการดำเนินการด้านบวกประมาณร้อยละ 7.75 และ 10.94 ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ