posttoday
การบริโภค-การลงทุนดันเศรษฐกิจ

การบริโภค-การลงทุนดันเศรษฐกิจ

24 สิงหาคม 2553

.....จิตรา อมรธรรม

เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2553 ที่สภาพัฒน์ประกาศวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์โดยขยายตัวถึง 9.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน (YY) และเพิ่มขึ้น 0.2% จากไตรมาสแรก (QQ) ในขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 8.0% YY

องค์ประกอบของการขยายตัวที่สำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงในไตรมาสนี้มาจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน (Contribution to growth = 3.6%) รองลงมาจึงเป็นการส่งออกสุทธิ (หักการนำเข้า) มีส่วนในการขยายตัวของเศรษฐกิจ 2.8% และการลงทุน 2.6% แต่หากพิจารณาในแง่การขยายตัว พบว่าการลงทุนมีอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในไตรมาสนี้ โดยเพิ่มขึ้นถึง 12.2% YY และ 7.9% QQ และเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่วิกฤตการเงินในเอเชียปี 2540 และทำให้สัดส่วนการลงทุนเมื่อเทียบกับ GDP เริ่มขยับขึ้นมาอยู่ที่ 22.2% จากที่เคยอยู่ในระดับต่ำกว่า 20% ในหลายไตรมาสที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการลงทุนของเราต่อ GDP เคยอยู่ในระดับสูงถึง 25% ในปี 2549 และ 3540% ในปี 2540 ซึ่งต้องอาศัยเวลากว่าจะได้กลับไปอยู่ในจุดนั้นอีกครั้งหนึ่ง สำหรับการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนซึ่งคิดเป็น 54% ของเศรษฐกิจโดยรวม มีฐานที่ใหญ่อยู่แล้ว และมีมูลค่าเป็นกว่า 2 เท่าของการลงทุน อัตราการขยายตัวจึงไม่มากเท่า แต่การเติบโตที่ระดับ 6.5% YY และ 4.4% QQ เป็นมูลค่าที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ถือว่าไม่ธรรมดา

การลงทุนที่ขยายตัวดีดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ขณะที่การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่เติบโตต่อเนื่องสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทาง FSS แนะนำมาโดยตลอดน่าจะยังเป็นกลุ่มที่เหมาะสมกับการลงทุนอยู่ กลุ่มดังกล่าวได้แก่ กลุ่มแบงก์ ค้าปลีก เกษตรและอาหาร อสังหาริมทรัพย์ รับเหมา วัสดุก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

สำหรับกลุ่มแบงก์นั้น ความมั่นใจสะท้อนได้ที่การเติบโตของสินเชื่อ ตัวเลขล่าสุดคือยอดสินเชื่อในเดือน ก.ค. ที่ขยับลดลงเดือนก่อน มิ.ย. เล็กน้อย เป็นผลจากการชำระคืนเงินกู้เป็นปกติ แต่หากดูงวด 7 เดือนแรก สินเชื่อเพิ่มขึ้น 2.85% นับจากต้นปี (YTD) นำโดย KTB ที่มีสินเชื่อเพิ่มขึ้นแรงโดย 7 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 8% YTD ทาง FSS ยังคาดการณ์ว่าการขยายตัวของสินเชื่อในปี 2553 นี้จะเติบโต 9.2% โดยจะเติบโตสูงในครึ่งปีหลังซึ่งเป็นฤดูกาล ส่วนสินเชื่อปีหน้า คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 9.4%

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกำไรในไตรมาส 3/2553 คาดว่าจะลดลงราว 3% จากไตรมาสก่อน เพราะไตรมาสที่ผ่านมามีกำไรจากเงินลงทุน แต่หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรจากการดำเนินงานปกติน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 510% QQ เพราะจะมีเงินปันผลจากวายุภักษ์ และรายได้ดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น แต่หากเทียบกับไตรมาส 3 ของปีก่อน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 910% ทั้งจากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น โดยแบงก์ส่วนใหญ่น่าจะมีผลประกอบการดีขึ้น YY ส่วนแบก์ที่คาดว่าจะมีกำไรลดลง YY ได้แก่ KTB, BAY และ KK แต่ก็ไม่ได้เป็นอัตราที่มีนัย หุ้นเด่นที่เป็น Top Pick ที่แนะนำมาตลอดคือ KBANK ปรับฐานเมื่อใดก็ซื้อลงทุนและถือยาวถึงปีหน้าได้ แต่ในช่วงสั้น ถ้าให้เลือกหุ้นแบงก์ที่ยัง Laggard หรือปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตัวอื่นในกลุ่ม SCB ก็น่าสนใจ

อีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ราคาหุ้น HEMRAJ โดดเด่นมากในปีนี้ ซึ่ง HEMRAJ เป็นหุ้นเด่นที่อยู่ใน Top Pick ของ FSS แต่เนื่องจากราคาหุ้นยังไม่พักฐานลงมาให้ซื้อ ดิฉันขอเลือก ROJNA ซึ่งมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน นักวิเคราะห์ของเราให้ราคาเป้าหมายสำหรับปีหน้าที่ 12.60 บาท โดยอิง PE ที่ 13 เท่า คิดเป็น PBV ที่ 1.4 เท่า ROJNA มีรายได้หลักประมาณ 60% จากการขายไฟฟ้าและน้ำซึ่งเป็นรายได้สม่ำเสมอ ช่วยลดผลกระทบในช่วงที่การขายที่ดินซบเซาได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการนิคมฯ รายอื่นกำลังดำเนินการเพิ่มรายได้ส่วนนี้อยู่ และหากยอดขายที่ดินนิคมฯ ฟื้นตัวขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและความมั่นใจในการลงทุนซึ่งคาดว่าจะเริ่มดีขึ้นในช่วง 2H10 ก็จะเป็นปัจจัยเสริมต่อบริษัทมากขึ้น ขณะเดียวกันราคาหุ้น ROJNA ในปีนี้ปรับตัวบวกขึ้นมาเพียง 1.9% ในขณะที่ดัชนีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับขึ้นมาถึง 27.2% ถือว่า Laggard มากเกินไป

กำไรสุทธิของทั้งกลุ่มนิคมฯ ปี 2553 จะเพิ่มขึ้น 39.0% และกำไรปกติจะเพิ่มขึ้น 49.8% ฟื้นขึ้นทั้งกลุ่มตามรายได้จากขายที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนใหม่จากลูกค้ารายเดิมและรายใหม่ และรายได้จากการขายน้ำและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากอัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามภาวะอุตสาหกรรม โดย AMATA จะเป็นหุ้นที่มีกำไรเติบโตสูงสุด รองลงมาเป็น HEMRAJ และ ROJNA สำหรับราคาหุ้น AMATA นั้นปรับตัวขึ้นมาจนเต็มมูลค่าของเราแล้ว จึงแนะนำขายและเปลี่ยนเป็น ROJNA แทน หรือเมื่อ HEMRAJ พักฐานลงมาที่บริเวณ 1.75–1.76 บาท จึงจะน่าสนใจเข้าไปลงทุนอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ