posttoday
พณ.ตีตราจีไอ"ปลากุเลาเค็มตากใบ-เนื้อโคขุนโพนยางคำ"สร้างมูลค่าเพิ่ม

พณ.ตีตราจีไอ"ปลากุเลาเค็มตากใบ-เนื้อโคขุนโพนยางคำ"สร้างมูลค่าเพิ่ม

30 กันยายน 2559

“พาณิชย์” ขึ้นทะเบียนปลากุเลาเค็มตากใบและเนื้อโคขุนโพนยางคำ ตีตราจีไอสร้างมูลค่าเพิ่ม เตรียมเร่งผลักดันพื้นที่อีก 10 จังหวัดที่ยังไม่มีสินค้าจีไอ ตั้งเป้าปี 60 ต้องครบทั้งประเทศ

“พาณิชย์” ขึ้นทะเบียนปลากุเลาเค็มตากใบและเนื้อโคขุนโพนยางคำ ตีตราจีไอสร้างมูลค่าเพิ่ม เตรียมเร่งผลักดันพื้นที่อีก 10 จังหวัดที่ยังไม่มีสินค้าจีไอ ตั้งเป้าปี 60 ต้องครบทั้งประเทศ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) จำนวน 2 รายการ คือ ปลากุเลาเค็มตากใบ จังหวัดนราธิวาส และเนื้อโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร ทำให้ปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจีไอแล้ว 71 สินค้า จาก 51 จังหวัด และยังอยู่ระหว่างพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนจีไอจาก 16 จังหวัด ทำให้เหลืออีก 10 จังหวัด ที่ยังไม่มีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจีไอ ซึ่งจะเร่งส่งเสริมสร้างความเข้าใจกับจังหวัดที่เหลือต่อไป

สำหรับ ปลากุเลาเค็มตากใบที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจีไอ เนื่องจากเป็นปลาที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ผลิตจากปลากุเลาสดในท้องถิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย โดยผลิตตามกรรมวิธีที่สืบทอดมากว่า 100 ปี ใช้กระดาษผูกมัดห่อหัวปิดปากปลา เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงเข้าไปวางไข่หรือกัดกินได้แล้วตากแดดด้วยการห้อยหัวลง เพื่อให้น้ำออกจากตัวปลา ทำให้ปลากุเลาเค็มตากใบสะอาดปราศจากแมลงและอร่อยเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนปลากุเลาเค็มจากแหล่งอื่นๆ ได้รับความนิยมทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด และมีราคาสูงถึงกก.ละ 1,200-1,500 บาท  

ขณะที่ เนื้อโคขุนโพนยางคำ เป็นเนื้อโคขุนคุณภาพสูง ที่บ่มในห้องเย็น มีไขมันแทรกในปริมาณที่เหมาะสม โดยจะผลิตจากโคเนื้อลูกผสมระหว่างโคสายพันธุ์ยุโรปกับโคสายพันธุ์พื้นเมือง พร้อมทั้งผ่านกระบวนการเลี้ยงในพื้นที่ราบสูงและที่ราบลุ่มลอนคลื่นที่ตั้งระหว่างเทือกเขาภูพานกับแม่น้ำโขง หรือเรียกว่าอีสานเหนือหรือแอ่งสกลนคร ซึ่งมีความเหมาะสมกับการเลี้ยงและขุนโค เพื่อให้มีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อได้ดี รวมทั้งการแปรสภาพและตัดแต่งอย่างถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานสากล และตามข้อกำหนดของสหกรณ์ฯ โพนยางคำ ส่งผลให้ได้เนื้อที่นุ่ม อร่อย ขายได้ในราคาสูง เนื้อสันในประมาณกก.ละ 1,100-1,200 บาท

อย่างไรก็ตาม กรมทรัพย์สินทางปัญญามีแผนเร่งส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้าที่มีศักยภาพเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อย่างน้อย 1 สินค้าต่อ 1 จังหวัด ตั้งเป้าหมายให้ครบ 77 จังหวัด ภายในปี 2560 โดยในปี 2559-2560 มีแผนที่จะลงพื้นที่ใน 10 จังหวัดที่ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนจีไอ หรือยื่นคำขอเพื่อขึ้นทะเบียนจีไอ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ กาญจนบุรี ระนอง สตูล สมุทรสาคร สระแก้ว สิงห์บุรี นครสวรรค์ และกำแพงเพชร

สำหรับสินค้าที่มีการขึ้นทะเบียนจีไอแล้ว มีแผนที่จะส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่นให้ดีขึ้น ส่งเสริมการตลาดสินค้าจีไอ ไทย และสร้างการรับรู้คุณภาพและชื่อเสียงของสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้สินค้าจีไอของไทยสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและท้องถิ่น และยังเป็นการบ่งชี้ให้เห็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ส่งผลดีกับสินค้าของไทย

ภาพ http://ขายเนื้อโคขุน.com/
-http://202.143.157.5/e_activity/detail.php?aid=263&page=3&school=%BA%E9%D2%B9%BA%D7%CD%C3%D2%E0%BB%D0&iduser=34

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง