
ผูู้ถือหุ้นใหญ่‘ฮอทพอท’เร่ขายหุ้น
“ฮอท พอท” ยอมรับ ผู้ถือหุ้นใหญ่เร่ขายหุ้น ขณะที่ไทยพัฒนาโรงงาน พลิกลิ้นปฏิเสธซื้อหุ้น
“ฮอท พอท” ยอมรับ ผู้ถือหุ้นใหญ่เร่ขายหุ้น ขณะที่ไทยพัฒนาโรงงาน พลิกลิ้นปฏิเสธซื้อหุ้น
นายสมพล ฤกษ์วิบูลย์ศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอท พอท(HOTPOT) รายงานตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัทได้สอบถามไปยังผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีกครั้ง ได้รับคำชี้แจงว่า อยู่ระหว่างการเจรจากับนักลงทุนเพื่อพิจารณาขายหุ้นออกไปบางส่วน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนและยังไม่ได้ข้อสรุป หากมีความคืบหน้าบริษัทจะแจ้งให้ทราบโดยเร็ว
สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ฮอท พอท 3 อันดับแรก ประกอบด้วย นายสมพล ฤกษ์วิบูลย์ศรี จำนวน 110.78 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.29% อันดับ 2 น.ส.สกุณา บ่ายเจริญ จำนวน 102.02 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.13% และนายทวีฉัตร จุฬางกูร 77.96 ล้านหุ้น คิดเป็น 19.20%
ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) อยู่ระหว่างการเจรจาและเตรียมทำคำเสนอซื้อหุ้น HOTPOT จากนักลงทุนทั่วไป (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ราคาหุ้นละ 3 บาท ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวจากระดับ 2 บาทเศษ จนทะลุ 3 บาท
สำหรับการซื้อขายหุ้น HOTPOTวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ราคาเพิ่มขึ้นปิดตลาดที่ 3.02 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท หรือ 2.03% มูลค่าซื้อขายหนาแน่น 128.98 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม ปฏิเสธข่าวที่ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเข้าซื้อกิจการของบริษัท ฮอท พอท ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ส่งผลให้ราคาหุ้นอ่อนตัวลงเล็กน้อยมาปิดที่ 3 บาท บวก 0.06 บาทหรือ 2.04% เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อขายในภาคเช้า ราคาหุ้นขึ้นไปสูงสุดที่ 3.18 บาท
นายสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิปปอนแพ็ค (ประเทศไทย) หรือ NPP กล่าวว่า บริษัทไม่มีแผนเข้าซื้อหุ้นบริษัท ฮอท พอท อย่างที่มีกระแสข่าวลือ แม้ว่าบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการธุรกิจอาหารอื่น 2-3 ราย คาดเห็นความชัดเจนได้ในต้นปี 2560 โดยเป็นธุรกิจที่มีผลประกอบการที่ดีและมีความสามารถในการทำกำไร ขณะที่ NPP นับว่ามีความพร้อมในการลงทุน เนื่องจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่อยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.2 เท่า
“เราไม่มีแผนที่จะเข้าซื้อ ฮอท พอทแต่เราก็มีการคุยเพื่อซื้อกิจการร้านอาหารอื่นอยู่ในขณะนี้ 2-3 ราย แต่ปีนี้คงไม่ได้เห็น เพราะธุรกิจอาหารส่วนใหญ่ยังคงชะลอตัว เราจึงชะลอการตัดสินใจไปก่อน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ก็คงต้นปีหน้า” กรรมการผู้จัดการ กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า บริษัทคงเป้าหมายรายได้ในปีนี้เติบโตเป็นราว 1,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนมาจากธุรกิจอาหาร 40-50% ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์ถือว่ามีการเติบโตที่ดีขึ้นตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าเดิมและมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีลงทุนเครื่องจักรใหม่ ส่งผลให้สามารถเดินเครื่องกำลังการผลิตได้อย่างเต็มที่ และทำให้แนวโน้ม
ผลงานในไตรมาส 3 จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2
สำหรับธุรกิจอาหาร มีแผนขยายสาขาเพิ่ม โดยวางงบลงทุนรวมในช่วงที่เหลือของปีไว้ที่ 60-70 ล้านบาท แบ่งเป็นร้าน A&W เพิ่มอีก 5 สาขา จากเดิมมีอยู่26 สาขา ร้านขนมหวานแบรนด์ “มิสเตอร์โจนส์ ออร์ฟาเนจ” เพิ่มอีก 2 สาขา จากเดิมมีอยู่ 5 สาขา ส่วนร้าน Miyabi ยังไม่มีแผนขยายเพิ่ม จากปัจจุบันที่มีอยู่ 5 สาขา ส่วนการขยายสาขาไปยังประเทศในกลุ่ม CLMV ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนามนั้น บริษัทคาดว่าจะนำแบรนด์ A&W และ Miyabi เข้าไปยังประเทศเมียนมาเป็นที่แรก ซึ่งน่าจะเห็นความชัดเจนได้ในต้นปี 2560 เนื่องจากเมียนมามีศักยภาพการเติบโตสูง และมีจำนวนประชากรที่มาก ขณะที่มองการลงทุนในกัมพูชาเป็นประเทศถัดไป
บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 (DNA) แจ้งว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติขายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท บัน ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 69.50% ของทุนชำระแล้ว ในราคา 120 ล้านบาท ให้แก่ นายธนอรรถ ตรีธิติธัญ ซึ่งไม่ใช่บุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท
ก่อนหน้านี้ บริษัท ทรัพย์ศรีไทย (SST) ซึ่งดำเนินธุรกิจหลักคลังสินค้า ได้ดิ้นปรับธุรกิจหารายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาเสริม โดยเข้าเทกโอเวอร์ร้านอาหารและเครื่องดื่มโอปองแปง และร้านอาหาร เกรย์ฮาวด์







