
ดันโอท็อปเข้าสนามบิน
“สมคิด” หนุนโอท็อปเข้าสนามบิน เพิ่มช่องทางสินค้าชุมชนถึงมือต่างชาติ ดึง “คิงเพาเวอร์” ร่วมประชารัฐเปิดพื้นที่หนุน
“สมคิด” หนุนโอท็อปเข้าสนามบิน เพิ่มช่องทางสินค้าชุมชนถึงมือต่างชาติ ดึง “คิงเพาเวอร์” ร่วมประชารัฐเปิดพื้นที่หนุน
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีนโยบายใช้แนวทางประชารัฐเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ในสนามบินต่างๆ มากขึ้น โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) บริษัท การบินไทย รวมทั้งขอความร่วมมือบริษัทในกลุ่มคิงเพาเวอร์ ซึ่งดูแลร้านค้าปลอดภาษีในท่าอากาศยาน ไปหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางให้เกิดเป็นรูปธรรม
“ผมเพิ่งไปเปิดโครงการสุวรรณภูมิระยะที่ 2 กับท่านนายกรัฐมนตรี ก็เห็นตรงกันว่าสนามบินที่เป็นประตูของประเทศ ควรจะมีพื้นที่รองรับสินค้าโอท็อปจากท้องถิ่นและขายในสนามบิน ซึ่งไม่ใช่สินค้าโอท็อปทั่วๆ ไป แต่เป็นสินค้าที่ยึดโยงกับจังหวัดที่ตั้งสนามบินหรือจังหวัดใกล้เคียง เช่น สนามบินภูเก็ตก็ควรมีสินค้าจากภูเก็ตหรือจังหวัดใกล้เคียง จะทำให้เกิดสินค้าที่มีชื่อเสียงในย่านๆ นั้นเป็นที่รู้จักได้มากขึ้น ส่วนการบินไทยก็ควรจะมีการจัดทำสื่อวิดีโอให้นักท่องเที่ยวรับทราบว่าที่สนามบินต่างๆ ในประเทศไทยมีสินค้าโอท็อปอะไร ถือว่าเป็นการช่วยกันทุกฝ่ายเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง” นายสมคิด กล่าว
นอกจากนี้ จากการหารือกับนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ซึ่งได้แสดงความต้องการเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าโอท็อปให้มีคุณภาพสินค้าชุมชนที่ดีขึ้น และเมื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าแล้วต้องมีตลาดรองรับ โดยให้แนวทางว่าในเมื่อคิงเพาเวอร์ดูแลพื้นที่ขายสินค้าปลอดภาษีในสนามบินอยู่แล้ว ก็น่าจะจัดพื้นที่ให้ท้องถิ่นได้ขายสินค้าโอท็อปในสนามบินได้
นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ กล่าวว่า การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจตามแนวทางประชารัฐเป็นโครงการระยะยาวที่ดีมาก โดยโครงการที่คิงเพาเวอร์จะทำในเรื่องของโอท็อป คือ มุ่งไปที่การช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าโอท็อปให้สูงมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย ในการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับกลุ่มตลาด และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเรื่องของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งสนับสนุนเรื่องการเงินให้กับผู้ประกอบการสินค้าโอท็อป และการทำแบรนด์สินค้าเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น โดยมีตัวอย่างของกลุ่มเกษตรกรที่ทำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ จากเดิมที่ได้หลักหมื่นต่อเดือน แต่ปัจจุบันสามารถขายได้เป็นหลักล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเห็นได้ชัดว่ารายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากการเพิ่มคุณภาพสินค้าและการสร้างแบรนด์ให้







