
ไทยจะครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกอีกนานแค่ไหน
....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ข้าวนับเป็นพืชที่สำคัญมากต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เนื่องจากเป็นอาชีพหลักของคนไทย 3.7 ล้านครัวเรือน จำนวนรวม 17 ล้านคน พื้นที่ปลูกข้าวมากถึง 70 ล้านไร่ นอกจากใช้บริโภคเป็นพืชอาหารหลักของคนไทยแล้ว ยังสร้างรายได้จากการส่งออกอีกด้วย โดยในปี 2552 ส่งออกเป็นมูลค่าประมาณ 1.72 แสนล้านบาท
จากสถิติเมื่อปี 2552 ทั่วโลกผลิตข้าว 448 ล้านตันข้าวสาร โดยจีนเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ที่สุด คือ 143 ล้านตันข้าวสาร รองลงมา คือ อินเดีย 99 ล้านตันข้าวสาร อินโดนีเซีย 38 ล้านตันข้าวสาร บังกลาเทศ 31 ล้านตันข้าวสาร เวียดนาม 24 ล้านตันข้าวสาร ส่วนไทยเป็นอันดับ 6 ของโลก ปริมาณ 20 ล้านตันข้าวสาร คิดเป็นสัดส่วน 4.5% ของผลผลิตรวมของโลก
แม้ผลผลิตข้าวมากถึง 448 ล้านตันข้าวสาร แต่มีปริมาณซื้อขายระหว่างประเทศเพียง 29 ล้านตันข้าวสาร โดยไทยเป็นประเทศส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ 1 ของโลก เป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี โดยในปี 2552 ส่งออก 9.6 ล้านตันข้าวสาร โดยคิดเป็นสัดส่วน 29% ของปริมาณส่งออกของโลก รองลงมา คือ เวียดนาม 6 ล้านตันข้าวสาร ปากีสถาน 3 ล้านตันข้าวสาร สหรัฐ 3 ล้านตันข้าวสาร
จุดเด่นของไทย คือมีความสามารถในการแข่งขันสูงทั้งในตลาดบนและตลาดล่าง กล่าวคือ
ตลาดบนเป็นตลาดข้าวหอมมะลิ ข้าว 100% ข้าว 5% มีตลาดหลัก เป็นต้นว่า สหรัฐ ยุโรป ฮ่องกง สิงคโปร์ ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ ฯลฯ โดยข้าวไทยได้รับการยอมรับทั่วโลก เป็นต้นว่า ข้าวบาสมาติ
ตลาดล่างเป็นตลาดข้าว 10% ข้าว 15% ข้าว 25% ข้าวหักมีตลาดหลัก เป็นต้นว่า อินโดนีเซีย อิรัก อิหร่าน ไนจีเรีย เซเนกัล ฯลฯ โดยข้าวไทยแม้ราคาสูงกว่าบ้าง แต่ยังสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากคุณภาพสูงกว่า สำหรับคู่แข่งสำคัญ คือ เวียดนาม
อย่างไรก็ตาม แต่ปัจจุบันเริ่มมีคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกนานเพียงใด บางคนบอกว่าอีกไม่เกิน 5 ปีโดยปัจจุบันข้าวไทยเริ่มถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ จากหลายด้านพร้อมๆ กัน
ประการแรก ชาวนามีอายุเฉลี่ยมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่คนหนุ่มสาวไม่สนใจประกอบอาชีพเป็นชาวนา แม้ในระยะสั้นสามารถแก้ไขปัญหาโดยใช้เครื่องทุ่นแรงมาทดแทน แต่ในระยะยาวก่อให้เกิดคำถามว่า เมื่อเกษตรกรผู้สูงวัยเหล่านี้ล้มหายตายจากไปแล้ว จะหาใครมาทำงานแทน
ประการที่สอง ผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ของไทยยังต่ำ โดยผลผลิตข้าวปีเพาะปลูก 2551/2552 อยู่ที่ระดับ 453 กก./ไร่ ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของโลก 669 กก./ไร่ และต่ำกว่าคู่แข่งสำคัญ คือ สหรัฐ 1,294 กก./ไร่ จีน 1,029 กก./ไร่ และเวียดนาม 797 กก./ไร่ โดยมีสาเหตุสำคัญ คือ พื้นที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน รวมทั้งขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี
ประการที่สาม ประเทศต่างๆ ตื่นตัวในการวิจัยพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง รวมทั้งพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะคล้ายข้าวหอมมะลิของไทยแข่งขันกับไทยเพิ่มขึ้น
ประการที่สี่ ความท้าทายจากเวียดนามซึ่งกำลังมาแรง แม้ปัจจุบันผลิตข้าวคุณภาพสูงสุด คือ ข้าว 5% โดยส่วนใหญ่เป็นข้าว 25% และ 35% แต่ได้วิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพข้าวให้สูง ขณะเดียวกันปริมาณส่งออกก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดเวียดนามได้ประกาศปรับตัวเลขส่งออกข้าวปี 2553 เป็น 6.5 ล้านตัน และอาจพิจารณาปรับเพิ่มขึ้นอีกเป็น 7 ล้านตัน
ประการที่ห้า ผู้ซื้อในต่างประเทศในตลาดระดับบน เช่น สหรัฐ ยุโรป เริ่มต้องการให้มีการตรวจสอบข้าวแบบย้อนกลับให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยปัจจุบันผู้ส่งออกซึ่งมีโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว ส่วนใหญ่จะซื้อข้าวจากโรงสี ดังนั้นจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปไกลสูงสุดถึงเพียงระดับข้าวสารจากโรงสีเท่านั้น
ในอนาคตหากมีผู้ส่งออกทำธุรกิจแบบครบวงจร จะช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไกลออกไปถึงแหล่งรับซื้อข้าวเปลือก โดยนำข้าวเปลือกที่รับซื้อจากแหล่งเดียวกันมาเก็บในไซโลเดียวกัน ทั้งนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงระดับชาวนาได้ เนื่องจากการปลูกข้าวของไทยมีชาวนารายย่อยจำนวนมาก







