posttoday
บีโอเจปรับนโยบายการเงิน จับตาเงินทุนเคลื่อนย้าย

บีโอเจปรับนโยบายการเงิน จับตาเงินทุนเคลื่อนย้าย

22 กันยายน 2559

โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี)

โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี)

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ปรับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเพิ่มประเด็นการเข้าควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve Control) ทั้งนี้ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับติดลบ 0.1% และคงปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาด โดยมีวงเงินที่จะซื้อหุ้นกู้เอกชน 5.4 ล้านล้านเยน/ปี กองทุนหุ้น (ETFs) 6 ล้านล้านเยน/ปี และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 9 หมื่นล้านเยน/ปี สำหรับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอาจสามารถปรับเปลี่ยนไปจากที่กำหนดไว้เดิมที่ 80 ล้านล้านเยน/ปีได้ ทั้งนี้บีโอเจให้คำมั่นว่าจะเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2.0% ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

การควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนใช้การกำหนดเป้าหมายที่อัตราผลตอบแทนทั้งในระยะสั้น (ดอกเบี้ยนโยบาย) และระยะยาว (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี)

การดำเนินนโยบายการเงินดังกล่าวเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด เนื่องจากบีโอเจเริ่มเผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านอุปทานของพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งในปัจจุบันบีโอเจถือครองอยู่ในสัดส่วนสูงเกินกว่า 40% ของปริมาณพันธบัตรทั้งหมด และด้านความไม่เข้าใจของประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบ ดังนั้นการปรับแนวทางในการดำเนินนโยบายการเงินโดยการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเป็นสิ่งตรงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อย ดัชนีหุ้นนิกเกอิ 225 ปรับเพิ่มขึ้น 1.91% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุคงเหลือ 5 10 และ 30 ปี โดยปรับเพิ่มขึ้นราว 0.03%

บีโอเจเปลี่ยนแนวนโยบายมาควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนจากการคำนึงถึงผลกระทบของนโยบายที่ส่งผ่านไปยังภาคเอกชน จากผลการศึกษาพบว่าสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่น อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น-กลางที่ต่ำนั้นจะส่งผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ต่ำ โดยหากพิจารณาจากมุมมองเส้นอัตราผลตอบแทนหรืออีกนัยหนึ่งคือ ต้นทุนการกู้ยืม ภาคเอกชนญี่ปุ่นจะกู้เพื่อบริโภคและลงทุนในระยะสั้น (น้อยกว่า 10 ปี) มากกว่าในช่วงระยะยาว (มากกว่า 10 ปี) ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตที่ภาคเอกชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังไม่แน่ใจในการฟื้นตัวเศรษฐกิจญี่ปุ่น จึงไม่เลือกที่จะกู้ในระยะยาว

บีโอเจให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของระบบการเงินมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมาความชันของเส้นอัตราผลตอบแทน (ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนระยะสั้นและระยะยาว) ลดลงอย่างมาก ส่งผลเสียต่อสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ ความชันที่ลดลงมีผลต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ทำให้รายรับดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารแย่ลง ซึ่งอาจลดทอนความสามารถในการเป็นตัวกลางของธนาคารระหว่างผู้มีเงินออมและผู้ต้องการกู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบบการเงิน

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนที่ลดลงอย่างมากยังกระทบต่อผลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน เช่น บริษัทประกัน และกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับสังคมผู้สูงอายุ อีกทั้งกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งนี้การกำหนดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็นการสะท้อนถึงความต้องการที่จะรักษาระดับความชันของเส้นอัตราผลตอบแทน เพื่อรักษาระดับเสถียรภาพของระบบการเงินเป็นสำคัญ

อีไอซีมองว่ามาตรการที่บีโอเจประกาศให้ผลในเชิงสร้างเสถียรภาพของสถาบันการเงินมากกว่าจะมุ่งผ่อนคลายนโยบายการเงิน เนื่องจากนโยบายดังกล่าวยังค่อนข้างคลุมเครือในเชิงปริมาณว่าจะมีการนำเงินมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าที่กำหนดไว้เดิมเพียงใด ทำให้การผ่อนคลายในเชิงปริมาณไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทว่ามีการกำหนดโครงสร้างเส้นอัตราผลตอบแทน ซึ่งเป็นการบรรเทาความเปราะบางในภาคสถาบันการเงิน

อีไอซีประเมินว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของบีโอเจสามารถเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงเปราะบางและมีอัตราเงินเฟ้อเป็นลบ โดยทางเลือกที่เป็นไปได้ ได้แก่ 1) การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ติดลบมากกว่าเดิม เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อโดยรวม 2) เพิ่มประเภทการซื้อสินทรัพย์อื่น เช่น ตราสารหนี้ในประเทศในภูมิภาค ตราสารหนี้ต่างประเทศนอกจากนี้ นโยบายการเงินที่หลากหลายเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป ทำให้ความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ต่างกันอย่างชัดเจนของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้บรรทัดฐาน (Stance) ในการดำเนินนโยบายการเงินต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มผันผวนเพิ่มขึ้น

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก