
ส่งแฮนด์เฮลคาเมร่า จับโอกาสสมาร์ทโฟนพุ่ง
การทยอยเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นไฮเอนด์ของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่นั้น ถือว่าเป็นโอกาสดีของผู้ผลิตและจำหน่ายแอกเซสเซอรี่ในการพัฒนาสินค้าใหม่มารองรับตลาด
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การทยอยเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นไฮเอนด์ของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่นั้น ถือว่าเป็นโอกาสดีของผู้ผลิตและจำหน่ายแอกเซสเซอรี่ในการพัฒนาสินค้าใหม่มารองรับตลาด เช่นเดียวกับแฟนธอม (ประเทศไทย) ตัวแทนจำหน่ายหลักของสินค้าในกลุ่มโดรนและอุปกรณ์กันสั่นภายใต้แบรนด์ดีเจไอ (DJI) ที่สบโอกาสนำสินค้าใหม่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้เป็นกล้องถ่ายวิดีโอ
ชนินทร์ มโนชยากร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท แฟนธอม (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากผลสำรวจของกูเกิล คอนซูเมอร์ บารอมิเตอร์ 2558 ระบุไว้ว่า กลุ่มผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 126% คิดเป็นสัดส่วนกว่า 65% รวมทั้งการใช้งานไลฟ์สตรีมผ่านโซเชียลมีเดียก็เพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ความต้องการสินค้ากลุ่มอุปกรณ์เสริมด้านการถ่ายภาพเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
การนำสินค้ากลุ่มการเคลื่อนกล้องแบบมือถือถ่าย หรือ แฮนด์เฮลคาเมร่า (Handheld Camera) รุ่น DJI Osmo Mobile ร่วมกับแอพพลิเคชั่น DJI Go เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพและวิดีโอให้ดีขึ้นนั้นถือว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสม เพราะมีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ระดับไฮเอนด์เพิ่งเปิดตัว โดยทางดีเจไอได้ให้ข้อมูลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ว่า มีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนบันทึกภาพเฉลี่ย 150 ภาพ/คน/เดือน รวมกว่า 73 ล้านภาพทั่วโลก ยิ่งเป็นโอกาสของกลุ่มอุปกรณ์เสริมสมาร์ทโฟนด้านการถ่ายภาพและวิดีโอมีโอกาสเติบโตมากขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ แผนการทำตลาดในประเทศไทยในปีนี้นั้น นอกจากสาขาที่พญาไท บริษัทมีแผนปรับปรุงสาขาที่สยามดิสคัฟเวอรี่เพิ่มเติมอีก 100 ตารางเมตร (ตร.ม.) ด้วยการขยายพื้นที่ด้านหลังให้กว้างขึ้น ใช้งบราว 1-2 ล้านบาท เพื่อรองรับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มากขึ้น รวมทั้งใช้งบออนไลน์และสิ่งพิมพ์ประมาณ 3 ล้านบาทและในปีหน้าจะขยายหน้าร้านไปยังห้างสรรพสินค้าตามหัวเมืองใหญ่ให้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มช่องทางการขายผ่านคู่ค้าอย่างเช่น .life, กิซโม, เจมาร์ท, เพาเวอร์บาย เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถหาซื้อสินค้าได้ทั่วประเทศ
“หลังจากมาตั้งสาขาที่สยามดิสคัฟเวอรี่ พบว่ามีลูกค้าต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวหาซื้อสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30% จากเดิมอยู่ที่ 20% แม้ว่าราคาสินค้าจะแพงกว่าที่สิงคโปร์ แต่ก็ยังถูกกว่าหลายประเทศที่มีการจำหน่ายสินค้าแบรนด์นี้และมีบริการหลังการขายที่ดี”
อย่างไรก็ตาม สินค้าหลักของบริษัทยังคงเป็นกลุ่มโดรนถึง 70% ทำให้ภาพรวมของธุรกิจในปีนี้คาดว่าจะโตขึ้นราว 30% คิดเป็น 130 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มโดรน 70% รองลงมา คือ อุปกรณ์กันสั่นสำหรับสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
ความต้องการในสินค้ากลุ่มโดรนนั้นยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดโตนั้นคือสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น โดยมูลค่าตลาดรวมโดรนและอุปกรณ์กันสั่นของไทยนั้นในปีที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 400 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 600 ล้านบาท
จากปัจจัยการนำไปใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น โดยกลุ่มหลักยังคงเป็นช่างภาพและงานอดิเรก 40% ผู้ใช้งานมืออาชีพ 30% สำรวจสถานที่และกลุ่มวิศวกรตรวจสอบอาคาร 10% เนื่องจากกลุ่มตรวจสอบอาคารและสายส่งด้านไฟฟ้า รวมทั้งวงการรับเหมาก่อสร้างที่ต้องส่งวิศวกรขึ้นไปตรวจสอบอาคารต้องใช้เวลาและทำได้ยาก ก็นำโดรนมาใช้งานจะช่วยให้ส่งมอบได้และตรวจเช็กอาคารได้ไวขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทยังมองโอกาสสร้างรายได้จากกลุ่มโครงการไว้ราว 30% ซึ่งได้มีการติดต่อจากภาคเอกชนในการเข้าไปนำเสนอสินค้ากับทางภาครัฐทางด้านของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต สำหรับการนำโดรนไปใช้ตรวจเช็กคุณภาพของสายไฟ เพื่อย่นระยะเวลาและลดความเสี่ยงของบุคลากรในการตรวจสอบสายไฟฟ้าตามพื้นที่เสาต่างๆ แต่อาจต้องรอในเรื่องของปีงบประมาณหน้าถึงจะทราบเรื่องรายได้ ขณะนี้เป็นการทำโครงการนำร่องร่วมกันไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าราคาสินค้าของรุ่น MG1 ซึ่งแตะ 3 แสนบาทนั้น ยังคงสูงอยู่ทำให้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่บริษัทจะเข้าไปทำตลาดร่วมกับภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของผลผลิตโดยตรง เพื่อขยายโอกาสในการนำสินค้ากลุ่มนี้ไปใช้เพิ่มมูลค่าสินค้าและลดต้นทุนให้มากขึ้น







