posttoday
อลงกรณ์ เจียมปรีชา สร้างธุรกิจจากความชอบ

อลงกรณ์ เจียมปรีชา สร้างธุรกิจจากความชอบ

09 กันยายน 2559

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนจำนวนหนึ่งมักจะมีความฝันว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองมากกว่าจะไปเป็นลูกจ้างใคร หลายคนประสบความสำเร็จกับการทำตามความฝัน แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เริ่มต้นได้ไม่ดี และท้อจนต้องล้มฝันของตัวเองไป

อลงกรณ์ เจียมปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิตี้พลัส เทรดดิ้ง เปิดเผยว่า หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีก็เริ่มต้นจากการทำธุรกิจของตัวเองคือ ธุรกิจขายเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ ภายใต้ชื่อบริษัท ออดิโอ อิลลูชั่น สาเหตุที่เลือกทำธุรกิจนี้เพราะชื่นชอบเครื่องเสียงไฮเอนด์อยู่แล้ว เมื่อทำธุรกิจไปได้ 3 ปีก็ตัดสินใจจะไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ จึงเลิกทำธุรกิจนี้ไป

“ทางครอบครัวไม่ได้มีใครทำธุรกิจมาก่อน แต่ผมเริ่มทำธุรกิจเองโดยที่ไม่เคยไปทำงานเป็นพนักงานบริษัทอื่นมาก่อน เพราะไม่อยากทำงานประจำ ผมชอบอะไรที่ท้าทายเลยเริ่มทำธุรกิจจากการทำในสิ่งที่เราชอบ เชื่อว่าถ้าเริ่มธุรกิจจากอะไรที่ไม่มีความชอบ พอเจอปัญหาจะท้อทันที แต่ผมเริ่มธุรกิจเครื่องเสียงจากความชอบ จึงมีแรงขับเคลื่อนให้ต่อสู้กับปัญหาที่จะเจอ และเป็นเหมือนบันไดสู่การเรียนรู้เพื่อเข้าใจตลาดและได้ประสบการณ์จากทำธุรกิจนี้” อลงกรณ์ กล่าว

เมื่อศึกษาต่อและกลับมาเมืองไทยแล้วก็กลับมาเริ่มทำธุรกิจอีกครั้ง โดยครั้งนี้เลือกทำธุรกิจนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ นำอุปกรณ์เสริมกล้องดิจิทัลมาจำหน่าย สาเหตุที่เลือกอุปกรณ์เสริมกล้องดิจิทัล เพราะชื่นชอบการถ่ายรูป อีกทั้งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากการใช้กล้องฟิล์มไปเป็นกล้องดิจิทัล ซึ่งกล้องดิจิทัลแพงมาก

อย่างไรก็ตาม มองแล้วว่าเทคโนโลยีที่เพิ่งมาใหม่แม้จะมีราคาแพง แต่เมื่อคนเริ่มใช้มากขึ้นก็จะทำให้ราคาถูกลง และการถ่ายรูปเป็นสิ่งที่คนขาดไม่ได้จึงเข้ามาเจาะตลาดนี้ ซึ่งก็ถือว่ามาถูกทาง เพราะถึงแม้ว่าปัจจุบันคนจะถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่ยอดอุปกรณ์เสริมกล้องดิจิทัลก็ไม่ตก

ทั้งนี้ ในระหว่างที่นำอุปกรณ์เสริมกล้องดิจิทัลมาจำหน่าย บริษัทก็ได้มีการแตกกลุ่มผลิตภัณฑ์ไปในตลาดอื่นด้วย เช่น สินค้าอุปกรณ์เสริมของแบรนด์แอปเปิ้ล ซึ่งก็มีร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กว่า 300 ร้านค้าทั่วประเทศ และก็ไปจำหน่ายสินค้าความสวยความงาม (บิวตี้) เนื่องจากภรรยาสนใจตลาดนี้ ซึ่งส่วนตัวก็มองว่ามีความเชี่ยวชาญด้านการทำตลาด การวิจัยศึกษาตลาดอยู่แล้ว ก็น่าจะทำตลาดบิวตี้ได้

ขณะที่ล่าสุดได้วางแนวทางสร้างตลาดใหม่ โดยมุ่งไปที่ตลาดบ้านอัจฉริยะ (สมาร์ท โฮม) เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ (ไอโอที) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ดังนั้นสินค้าที่เป็นไอโอทีก็น่าจะเติบโตมากในอนาคตอันใกล้ แล้วก็ตัดสินใจเลือกสินค้าแบรนด์ ไลฟ์สมาร์ท ซึ่งเป็นอุปกรณ์สมาร์ทโฮมแบรนด์ระดับนานาชาติที่เข้ามาทำตลาดในไทย โดยจุดเด่นของไลฟ์สมาร์ทคือ มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ใช้เดี่ยวๆ ได้ ไปจนถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้พร้อมกัน ซึ่งบริษัทวางแผนนำอุปกรณ์ที่ใช้แบบเดี่ยวๆ เป็นตัวนำในการบุกตลาด

สำหรับสิ้นปีนี้สัดส่วนรายได้จะมาจากการจำหน่ายอุปกรณ์เสริมกล้อง 50% สินค้าบิวตี้ 25-30% และที่เหลือมาจากสินค้าสมาร์ทโฮม โดยถ้าดูเฉพาะรายได้สินค้าสมาร์ทโฮม เฉพาะไตรมาส 4 อย่างเดียว น่าจะทำยอดขายได้ 15-20 ล้านบาท ส่วนปีหน้า ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฮมในไทย น่าจะมีมูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,000 ล้านบาท ก็มองไว้ว่าจะชิงส่วนแบ่งตลาดได้ 20% หรือ 200 ล้านบาท

อลงกรณ์ กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญในการทำธุรกิจคือ จะมองหาโอกาสที่เข้ามาอยู่ตลอดเวลา เพราะเชื่อว่าทุกกลุ่มธุรกิจมีโอกาสเสมอ เพียงแต่ก่อนเริ่มทำก็ต้องมีการวิจัยสำรวจตลาดให้ดีก่อน ขณะเดียวกัน การที่เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย มีข้อดีคือเราจะมีพลังทุ่มเทให้กับสิ่งที่ทำมาก จะไม่กลัวความเสี่ยง กล้าทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำ แต่ข้อเสียคือไม่มีประสบการณ์ โอกาสเกิดความผิดพลาดก็มีมาก จนต้องเข้าไปแก้ปัญหาตลอด

อลงกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โดยส่วนตัวได้เรียนรู้ประสบการณ์มากจากการทำธุรกิจแรกช่วงอายุน้อย พอเริ่มทำธุรกิจเองคนเดียวหลังศึกษาต่อจนจบ ยอมรับว่าการศึกษามีส่วนช่วยได้มาก สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ใครๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุน้อยได้ แต่จะรักษาและทำให้ธุรกิจเติบโตได้ยั่งยืนแค่ไหน คือสิ่งท้าทายที่รออยู่

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก