
G20กับการผลิตที่มากเกิน
เมื่อวันอาทิตย์และจันทร์ที่ผ่านมา ผู้นำ “กลุ่มประเทศ G20” ที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้ประชุมกันที่เมืองหางโจว ประเทศจีน หัวข้อสำคัญที่หารือกันก็คือการเพิ่มความร่วมมือด้านการค้าเสรี การลงทุน การลดการกีดกันทางการค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการค้าและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
เมื่อวันอาทิตย์และจันทร์ที่ผ่านมา ผู้นำ “กลุ่มประเทศ G20” ที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้ประชุมกันที่เมืองหางโจว ประเทศจีน หัวข้อสำคัญที่หารือกันก็คือการเพิ่มความร่วมมือด้านการค้าเสรี การลงทุน การลดการกีดกันทางการค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการค้าและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
ที่ประชุม “กลุ่มประเทศ G20” ได้ปิดฉากลงและคัดค้านลัทธิปกป้องการค้าและเห็นชอบในการสนับสนุนการค้าเสรีเพื่อช่วยเศรษฐกิจโลก โดยแถลงการณ์ร่วมกันว่า “การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกยังคงอ่อนแอและอาจหดตัวต่อเนื่อง ทำให้การค้าอาจหดตัวต่อเนื่องด้วย การค้าโลกยังเผชิญอุปสรรคในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการปกป้องทางการค้าที่ทุกประเทศต่างกำหนดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างกัน อีกทั้งมีมาตรการอุดหนุน ทำให้เกิดปัญหาการผลิตล้นตลาดในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยนจะสร้างความเสี่ยงให้แก่เศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงินของโลกด้วย”
กลุ่มประเทศ G20 ยังย้ำถึงความสำคัญของการใช้นโยบายการเงิน การคลัง และการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ และเห็นว่าภาวะหลังการถอนตัวจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเงินโลกอย่างมากด้วย
ตามข่าวยังรายงานว่า นายกรัฐมนตรีไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า “การจัดทำแผนปฏิบัติการ G20 ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องไม่ลืมภาคการเกษตร ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศกำลังพัฒนา และชื่นชมการลดช่องว่างของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกในปีนี้”
ทุกวันนี้การผลิตเกินความต้องการของผู้บริโภคจะเป็นการสร้างปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย เมื่อผลิตมากเกินไปก็ต้องใช้ทรัพยากรหรือวัตถุดิบมากเกินไป ใช้พลังงานมากเกินไป ใช้คนผลิตมากเกินไป ใช้เวลามากเกินไป ใช้พื้นที่มากเกินไป (แทนที่จะผลิตแล้วส่งได้เลย แต่กลับต้องหาพื้นที่เพื่อเก็บสินค้าที่ต้องรอขาย) ความ “เกินไป” ทั้งหมดนี้ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น และทำให้เกิดความสูญเสียต่างๆ อีกมากมายด้วย
ที่สำคัญสุด การผลิตที่มากเกินไปเป็นการเร่งให้มีการบริโภคมากเกินความจำเป็นด้วย และเป็นที่มาของขยะล้นเมือง ซึ่งต้องนำไปกำจัดต่อที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีก เรื่องนี้ก็คือเรื่องจริงที่เราสามารถพบเห็นได้รอบตัวเราในขณะนี้ โดยดูในห้างใหญ่ห้างเล็กที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ แชมพูสระผม ยาสีฟัน โรลออนระงับกลิ่นกาย ซอสปรุงรส โยเกิร์ต เป็นต้น สินค้าแต่ละอย่างจะมีเกิน 20 ตรายี่ห้อ ซึ่งปัจจุบันแย่งกันเสนอขายบนชั้นวางขายพิเศษ หากรวมจำนวนจากทุกๆ ห้างในวันใดวันหนึ่งเพื่อใช้หรือทานให้หมดแล้ว คาดว่าต้องใช้เวลาเป็นปี
ประเด็นที่ว่าปริมาณการผลิตล้นตลาดในภาคอุตสาหกรรมนั้น ถือเป็นการผลิตที่เกินความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งน่าจะเกิดจากสาเหตุสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การพยากรณ์ยอดขาย หรือความต้องการที่ผิดพลาด 2) มาตรการทางการตลาดที่ไม่ได้ผล 3) นโยบายเศรษฐกิจและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ และ 4) เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศซบเซาทำให้การส่งออกลดลง และผู้บริโภคใช้สอยอย่างระมัดระวัง
วันนี้ปรัชญาและแนวความคิดของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” จึงเป็นเรื่องที่จะต้องครอบคลุมทุกภาคส่วน และทุกประเทศจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังยิ่งขึ้น เพื่อให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างสมดุล ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมๆ กับการช่วยกันลดมาตรการกีดกันทางการค้าของแต่ละประเทศ โดยร่วมกันกำหนดและปฏิบัติตาม “มาตรฐานกลาง” ที่ยอมรับกันอย่างแท้จริง ก็เพื่อโลกที่น่าอยู่ของพวกเราทุกคน ครับผม !







