
ธปท.ปรับยุทธศาสตร์ รับมือโลกผันผวน-ฟินเทค
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการจัดทำยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ หลังแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2555-2559) ที่ใช้ในปัจจุบัน จะครบกำหนดการใช้งานในปีนี้ เน้นการรับมือกับความผันผวนของโลกและเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ใหม่ๆ ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของ ธปท. จะมีการเสนอต่อคณะกรรมการ ธปท. (บอร์ด) ภายในเดือน ก.ย. หรือไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อให้นำมาใช้ได้ทันในต้นปีหน้า โดยแผนฯ ในเบื้องต้นจะมี 3 กลุ่มงาน คือ 1.ด้านเสถียรภาพ ต้องคิดหาเครื่องมือและกรอบการวิเคราะห์ใหม่ๆ มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำนโยบายให้มากขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างระบบการเงินที่เปลี่ยนไป
2.งานด้านการพัฒนาระบบการเงิน ต้องต่อเนื่องจากแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 3 แต่จะมีปัจจัยจากเรื่องฟินเทคที่จะเข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงระหว่างประเทศ รวมถึงการให้ความรู้ทางการเงิน ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน และ 3.การสร้างความเป็นเลิศให้กับองค์กร ซึ่งต้องพัฒนาในเรื่องระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) งานด้านไอที การพัฒนาบุคลากร การวิจัย และการสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคม รวมทั้งให้ความสำคัญกับการมีธรรมาภิบาล
ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ใหม่เป็นการเตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีความผันผวนสูง หรือที่เรียกว่า VUCA ซึ่งประกอบด้วย ความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความซับซ้อน (Complexity) และความไม่ชัดเจน (Ambiguity) สูงขึ้นเมื่อเทียบกับในปัจจุบัน โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในหลายภูมิภาค ส่งผลต่อการเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงเตรียมการไว้รองรับฟินเทค
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังต้องเตรียมรับกับความท้าทายภายในประเทศ จากการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ ธปท.จึงต้องเตรียมพร้อมให้ทันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้เริ่มปรับโครงสร้างภายในเพื่อเตรียมรองรับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการตั้งกลุ่มงานด้านเสถียรภาพระบบการเงิน (กสร.) ขึ้นมาทำหน้าที่รวมศูนย์การวิเคราะห์นโยบาย พัฒนาเครื่องมือ แบบจำลองต่างๆ รวมถึงการดำเนินงานติดตามในภาพรวม เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะและพัฒนากลไกการออกนโยบายกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงลบ (Macro Prudential Policy) เป็นการลดความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจจะเกิดขึ้นจนทำให้ระบบการเงินมีปัญหาและส่งผลกระทบ และนำผลการศึกษาในประเด็นต่างๆ ที่อาจจะเป็นระเบิดเวลา โดยให้รายงานตรงต่อผู้ว่าการ ธปท.
ธปท.เปรียบหน่วยงานใหม่อย่าง กสร. ว่า เป็นเสมือนเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยติดตามสัญญาณของปัญหาตามแนวทางการทำงาน จับควันให้ไวดับไฟให้ทัน และป้องกันไฟไม่ให้ลาม
ขณะเดียวกัน ในด้านฟินเทคนั้นวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. เคยระบุว่า จะมุ่งสร้าง Ecosystem สำหรับ ฟินเทค ลดภาระและข้อจำกัดด้านการกำกับดูแล และกำหนดกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยการให้ความสำคัญกับการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ส่งเสริมบทบาทของผู้ให้บริการกลุ่มต่างๆ โดยมีการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มการแข่งขันและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
แต่ในขณะเดียวกัน ธปท.ก็ไม่ได้ละเลยในการดูแลคุ้มครองผู้ใช้บริการ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางการเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการใช้บริการให้มากขึ้น







