
บิ๊กขายตรงเร่งยอดท้ายปี จัดสินค้ายกเซต-บุกออนไลน์
ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้ผู้ประกอบการต่างปรับตัวเพื่อเร่งยอดขายให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้ผู้ประกอบการต่างปรับตัวเพื่อเร่งยอดขายให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ลงในรายละเอียดของผู้บริโภคมากขึ้น
กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมของรายได้ในปีนี้จะสามารถกลับมาเติบโตได้ 5-7% อีกครั้งในรอบ 4 ปี จากก่อนหน้านี้ที่รายได้มีทั้งทรงตัว ไม่มีการเติบโตและเติบโตลดลง ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทเติบโตได้นั้นมาจากการปรับกลยุทธ์ตั้งแต่ต้นปี โดยหันมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดที่สร้างประสบการณ์ในการใช้สินค้า ซึ่งเริ่มด้วยกลุ่มควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากตอบรับกระแสการดูแลสุขภาพและน้ำหนักของคนยุคใหม่ โดยพบว่าหลังจากเปิดสินค้าในรูปแบบรวมชุดหรือขายยกเซต ยอดขายขยายตัวได้ถึง 30%
ขณะเดียวกันบริษัทยังเดินหน้าปรับโฉมร้านรูปแบบใหม่ให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งทำยอดขายในสาขาที่ปรับปรุงใหม่เพิ่มขึ้น 10% พร้อมกันนี้ยังเน้นประชาสัมพันธ์และทำการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้เร็วและตรงจุดขึ้น และกระตุ้นให้รายได้ของบริษัทผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็น 6-7% ของรายได้รวมจากเดิมที่มีเพียง 3-4% เท่านั้น จึงส่งผลให้ภาพรวมรายได้ครึ่งปีที่ผ่านมาเติบโตไปถึง 7% ซึ่งเริ่มเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่เจาะกลุ่มสินค้าควบคุมน้ำหนัก
”เราพยายามหาช่องทางขยายตลาด เพื่อทำให้รายได้ขยายตัวขึ้นท่ามกลางภาวะแบบนี้ ซึ่งการทำการตลาดแบบสร้างประสบการณ์ ควบคู่กับการขายสินค้าที่จัดชุดแบบรวมสำเร็จมาให้ ทำให้เราประสบความสำเร็จสูงมากเพราะเมื่อใช้ควบคู่กันจะเห็นผลดีขึ้นอย่างชัดเจน”
ดังนั้น บริษัทจึงเตรียมจะสานต่อการทำการตลาดแบบสร้างประสบการณ์ ควบคู่กับการขายสินค้าที่จัดชุดในกลุ่มเครื่องสำอางต่อไป เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มการขยายตัวได้
ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงที่เป็นสมาชิกกับสมาคมการขายตรงไทยนั้น มีมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาทยังมีโอกาสขยายตัวได้อีก เพราะอัตราส่วนของธุรกิจขายตรงเทียบกับอุตสาหกรรมค้าปลีกโดยรวมยังต่ำอยู่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่นในเกาหลีที่มีจำนวนประชากรต่ำกว่าไทยแต่ตลาดมีขนาดใหญ่กว่าไทยถึงเท่าตัว แต่ทั้งนี้คาดว่าตลาดจะค่อยๆ ขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเบื้องต้น คาดว่าปีนี้ขยายตัว 3% และในปีหน้าอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจ
นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยจะเปิดตัวแอพพลิเคชั่น กิฟฟารีน เอ็กซ์เพิร์ท (Giffarine Expert) ซึ่งเป็นช่องทางใหม่เพื่อสนับสนุนการทำงานของสมาชิกสายงานของสมาชิก ให้ข้อมูลกิจกรรมต่างๆ การทำนามบัตร และหาตำแหน่งสาขากิฟฟารีนผ่านระบบจีพีเอส เป็นต้น คาดว่าจะมีสมาชิกดาวน์โหลดไม่ต่ำกว่า 2 แสนครั้ง
“กิฟฟารีนเข้าสู่ปีที่ 21 แล้ว และช่องทางออนไลน์เราทำมานานกว่า 3 ปี ซึ่งเริ่มเห็นการเติบโตในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากบรรดานักขายหรือผู้แทนจำหน่ายบางส่วนเริ่มมีการส่งไม้ต่อให้กับรุ่นลูกเข้ามาสานต่อธุรกิจ มีกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก ปัจจุบันช่องทางออนไลน์และอี-คอมเมิร์ซ สามารถสร้างยอดขายเฉลี่ยเดือนละ 5-10 ล้านบาท”
ทั้งนี้ ช่องทางการจำหน่ายในยุคปัจจุบันเป็นการแข่งขันเพื่อช่วงชิงกำลังซื้อของผู้บริโภค ไม่ว่าจะค้าปลีกและขายตรง ต้องหันมาใช้การทำตลาดหลากหลายรูปแบบในรูปแบบใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นไดเรกต์เซลส์ ไดเรกต์มาร์เก็ตติ้ง และออนไลน์มาช่วยกระตุ้นยอดขาย จึงทำให้บริษัทจะไม่เปิดศูนย์จำหน่ายในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่มีอยู่ 109 สาขา แต่จะเน้นการปรับปรุงสาขาเดิมให้มีภาพลักษณ์ทันสมัยขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 10 รายการ เน้นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพร กลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ขณะเดียวกันจะเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงประเทศในตะวันออกกลาง โดยตลาดในเวียดนามนั้นบริษัทได้เข้าไปเปิดตลาดอย่างจริงจัง ส่วนในอินโดนีเซีย สินค้าที่จะเข้าไปทำตลาดยังประสบปัญหาใช้เวลาขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ค่อนข้างนาน
สำหรับในปีนี้บริษัทใช้งบการตลาดรวม 150 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น ผ่านช่องทางออนไลน์ 40% เช่น กิฟฟารีน แชนแนล ผ่านช่องทางยูทูบ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม อีก 60% เป็นช่องทางออฟไลน์ ขณะเดียวกันยังคงเน้นกิจกรรมให้ความรู้แก่นักธุรกิจ การจัดแคมเปญท่องเที่ยวต่างประเทศ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบงานเอ็กซ์โปตามภูมิภาค การพัฒนาสินค้าที่จะต้องโดนใจผู้บริโภคซึ่งจะต้องมีรสชาติที่ดีและต้องดูแลสุขภาพ
ขณะที่เป้าหมายปีนี้ตั้งเป้าจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น 1.2 แสนรหัส จากปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 7.3 ล้านรหัส ในจำนวนดังกล่าวทำธุรกิจจริงจังหรือแอ็กทีฟ 6.6 แสนรหัส โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายกว่า 6,000 ล้านบาท คาดว่ายอดขายรวมจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 3-5% &O5532;
ไรอัน นาเพียร์สกี้ ประธานฝ่ายขายและปฏิบัติการบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจบริษัทยังคงโฟกัสใน 3 ตลาดที่มีศักยภาพ ประกอบด้วย จีน ภูมิภาคอาเซียน เพราะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การศึกษาและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ภาพรวมตลาดในภูมิภาคอาเซียนในครึ่งปีแรกยังเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยมีปัจจัยที่ผลักดันมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวายสแปน ผลิตภัณฑ์เอจล็อกที่มีการออกแบบสูตรเฉพาะบุคคล และให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์มากขึ้น
ทั้งหมดนี้คือการปรับตัวของผู้ประกอบการที่พยายามเร่งยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหรือพลาดเป้าให้น้อยที่สุด







