
กสิกรฯคุมสินเชื่อธุรกิจใหญ่
ธนาคารกสิกรไทยคุมเพดานให้กู้ผู้ประกอบการรายใหญ่ หลังครึ่งแรกโตเกินเป้าไปมาก หวั่นกระทบเงินกองทุน
ธนาคารกสิกรไทยคุมเพดานให้กู้ผู้ประกอบการรายใหญ่ หลังครึ่งแรกโตเกินเป้าไปมาก หวั่นกระทบเงินกองทุน
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารจะไม่มุ่งเน้นเติบโตสินเชื่อลูกค้าบรรษัท หลังจากช่วงครึ่งปีแรกการปล่อยกู้เติบโตถึง 9% จากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 512,137 ล้านบาท การเติบโตมากกว่าเป้าหมายที่จะโตระดับ 4-6% สาเหตุที่จำเป็นต้องควบคุมการเติบโตของสินเชื่อ เพื่อไม่ให้กระทบกับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคาร เพราะการปล่อยสินเชื่อจะต้องมีการตั้งสำรองในทุกวงเงิน ปัจจุบันธนาคารมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 18.12% เป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 ระดับ 14.69%
อย่างไรก็ดี คาดว่าในครึ่งปีหลัง สินเชื่อผู้ประกอบการรายใหญ่จะเติบโตลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากลูกค้ามีการชำระคืนหนี้ตามระยะเวลา และอีกส่วนหนึ่งลูกหนี้ที่เก็บเงินจากลูกค้าได้ก็จะนำเงินมาชำระคืนธนาคารทันที ประกอบกับการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ทำให้อัตราเติบโตสินเชื่อบรรษัทอยู่ในกรอบเป้าหมาย
ทั้งนี้ ลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ยังมีความต้องการระดมทุนในปีนี้มีมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยธนาคารกสิกรไทยสนับสนุนลูกค้าระดมทุนผ่านตลาดเงินตลาดทุน เช่น การนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนเพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (ไอพีโอ) หุ้นกู้ และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือกองรีท โดยครึ่งแรกปีนี้มีมูลค่ากว่า 8,085 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของตลาด ที่มีมูลค่า 20,125 ล้านบาท และมากกว่าปีที่แล้วทั้งปีที่มีมูลค่า 7,678 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังมีดีลอยู่ในมือหลายดีล คาดว่าจะมีมูลค่าการระดมทุนเพิ่มจากครึ่งปีแรกเป็นเท่าตัว ทำให้ทั้งปีมีดีลมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านบาท
“รายได้จากสินเชื่อธุรกิจของธนาคารยังขยายตัวได้ราว 5% ใกล้เคียงการขยายตัวของสินเชื่อ และมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากสายงานวาณิชธนกิจ ซึ่งช่วงที่เหลือของปีเตรียมจะออกทรัสต์เพื่อการลงทุนในกองรีท 2 กอง มูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท เป็นธุรกิจสำนักงานและพื้นที่ให้เช่า การทำไอพีโอ 1-2 บริษัท ดีลซื้อขายและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) 3-6 ราย และการออกหุ้นกู้อีกว่า 10 ดีล” นายพัชร กล่าว
นายพัชร กล่าวอีกว่า ในสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือลูกค้าเอสเอ็มอีนั้น ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น โดยก่อนหน้านี้ มีลูกค้าที่ขอรับความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจตั้งแต่ปีที่แล้วรวมกว่า 1.49 แสนล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ เหลือลูกค้าที่อยู่ในความช่วยเหลือเพียง 2.4 หมื่นล้านบาท โดยลูกค้าที่ขอรับความช่วยเหลือส่วนใหญ่ 97% สามารถกลับมาเป็นหนี้ปกติได้ มีเพียง 3% ที่ไปต่อไม่ไหว และกลายเป็นหนี้เสีย
สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีในครึ่งปีแรก มียอดคงค้าง 628,693 ล้านบาท เติบโต 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ว่าจะโต 5-7% เนื่องจากความต้องการสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี
ลดลง เพราะในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าไม่ต้องการมีภาระเงินกู้เพิ่ม และต้องการลดหนี้ แต่ธนาคารยังมีโอกาสขยายสินเชื่อเอสเอ็มอี จากแผนรุกขยายลูกค้าเอสเอ็มอีในห่วงโซ่ธุรกิจรายใหญ่ (Value Chain) ที่มีความเสี่ยงน้อย เพราะเห็นภาพรวมธุรกิจตลอดห่วงโซ่ โดยปัจจุบันธนาคารได้เจาะกลุ่มแวลูเชน 84 กลุ่มธุรกิจ และคาดว่าจะสามารถขยายฐานลูกค้าเกิน 150 กลุ่มธุรกิจในปีนี้
อย่างไรก็ดี เมื่อแบ่งการเจาะลูกค้าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม ธนาคารเน้นลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ ยานยนต์ ฮาร์ดแวร์ และธุรกิจที่ได้อานิสงส์จากนโยบายรัฐบาล คือ รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น ส่วนอุตสาหกรรมที่ต้องระมัดระวัง คือ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น เหล็ก และราคาสินค้าเกษตร ที่มีราคาผันผวน รวมทั้งอัญมณีและเครื่องประดับ ที่มีปัญหาการยืนยันเอกสารยาก
“ในส่วนเอสเอ็มอีมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ เช่น มาตรการบัญชีเดียว พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ และอี-เพย์เมนต์ เป็นต้น” นายพัชร กล่าว
ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัท ปัจจุบันอยู่ต่ำกว่า 2% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ สายงานธุรกิจลูกค้าเอสเอ็มอี อยู่ที่ 4% โดยธนาคารยังคงเน้นควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าทิศทางตลาดจะมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น แต่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีการคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว โดยเชื่อว่าเอ็นพีแอลจะเริ่มเป็นขาลงในปีหน้า หลังจากเห็นสัญญาณหยุดการเพิ่มภายในปีนี้







