
‘กรุงไทย ใจดี’ แพ็กเกจสินเชื่อเอสเอ็มอี
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ยังเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ยังเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง ที่ต่างก็หมายปองและต้องการขยายฐานลูกค้ากลุ่มให้ได้มากที่สุด อย่างล่าสุดธนาคารกรุงไทยก็ได้เปิดตัวสินเชื่อเอสเอ็มอีพร้อมกัน 4 แพ็กเกจ คิดดอกเบี้ยต่ำสุดที่ 3.75%
อุดมศักดิ์ โรจน์วิบูลย์ชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารออกสินเชื่อเอสเอ็มอีตัวใหม่ “กรุงไทย ใจดี” มีด้วยกัน 4 แพ็กเกจ วงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและให้เป็นเงินลงทุนในกิจการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ ประกอบด้วย
แพ็กเกจที่ 1 สำหรับลูกค้าเอสเอ็ม อีทั่วไป ที่มียอดขายมากกว่า 100 ล้านบาท/ปี ที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี และมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้วงเงินกู้สูงสุดรายละ 55 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก เริ่มต้น 3.75% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปี
แพ็กเกจที่ 2 สำหรับลูกค้าทั่วไป ที่มียอดขายมากกว่า 100 ล้านบาท/ปี ที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดย บสย.จะค้ำประกันสินเชื่อเต็มวงเงิน สามารถกู้ได้สูงสุดรายละ 40 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี ต่ำสุด 3.9% ผ่อนชำระ 7 ปี
“หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด ธนาคารจะลดอัตราดอกเบี้ยให้อีกปีละ 0.25% โดยแพ็กเกจที่ 1 จะลดให้ตั้งแต่ปีที่ 5 ส่วนแพ็กเกจที่ 2 ลดให้ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป” อุดมศักดิ์ กล่าว
สำหรับแพ็กเกจที่ 3 สำหรับลูกค้าแฟกตอริ่งที่เน้นสภาพคล่องในธุรกิจการค้าและบริการ สินเชื่อแฟกตอริ่งโดยกู้ได้สูงสุด 90% ของใบแจ้งหนี้ อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 3.9% วงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาท และสามารถเลือกใช้บริการวงเงินเบิกเกินบัญชี (โอดี) อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 4.5% ต่อปี
ส่วนแพ็กเกจที่ 4 รองรับผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อย ที่มียอดขายน้อยกว่า 100 ล้านบาท/ปี ที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี โดยผู้กู้ที่มีหลักทรัพย์ไม่เพียงพอ บสย.จะเข้าไปช่วยค้ำประกันสินเชื่อในส่วนที่ขาดหลักประกัน วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท/ราย คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 3.75%
นอกจากนี้ ธนาคารยังร่วมโครงการซอฟต์โลนของธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีซื้อหรือเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ดอกเบี้ย 4% ระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดวงเงินอีกด้วย ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2559
อุดมศักดิ์ กล่าวว่า ธนาคารยังคงเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโต 7% โดยเป็นเอสเอ็มอีขนาดกลางตั้งเป้าเติบโต 10% ซึ่งสินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดกลางเติบโตตามเป้า ส่วนกลุ่มอื่นยังชะลออยู่ ทำให้สินเชื่อเอสเอ็มอีรวมเติบโตเพียง 2% แต่มั่นใจว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่มีผลผลิตพืชไร่ออกสู่ตลาดจะทำให้เอสเอ็มอีคึกคักและมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันยอดคงค้างสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ 4.5 แสนล้านบาท
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สามารถบริหารจัดการได้ดีกว่าเป้าหมาย ซึ่งเดิมตั้งเป้าเอ็นพีแอลไม่เกิน 3% แต่ขณะนี้เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีไม่ถึง 2% เนื่องจากได้พัฒนาระบบเครดิตคลินิก เพื่อเข้าไปช่วยลูกค้าที่เดือดร้อนอย่างทันท่วงที รวมทั้งตั้งทีมเฝ้าระวังเอ็นพีแอลในทุกเครือข่ายภูมิภาค รีบคุยกับลูกค้าที่มีสัญญาณอ่อนแอ แม้จะยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้สกัดกั้นเอ็นพีแอลใหม่ได้
ส่วนสถานการณ์ลูกค้าเอสเอ็มอีในระยะนี้ค่อนข้างทรงตัว ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล ที่ปกติช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. จะชะลอตัวลงตามภาคเกษตรที่เป็นกำลังซื้อหลัก โดยยังมั่นใจว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่มีผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ท้องตลาด จะทำให้รายได้เกษตรกรดีขึ้นและส่งผลให้เอสเอ็มอีกลับมาคึกคักอีกครั้ง







