
มุมมองตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปี
โดย...ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์
โดย...ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์
SET Index ณ ปัจจุบัน เคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 1,550 จุด ปรับตัวขึ้นมาประมาณ 20% จากตอนต้นปี ทำให้นักลงทุนหลายท่านเริ่มเกิดคำถามว่า แล้วหุ้นจะขึ้นต่อหรือไม่ หุ้นจะขึ้นไปถึงกี่จุด และควรจะจัดการการลงทุนอย่างไร สำหรับช่วงเวลาที่เหลืออีกประมาณ
4 เดือนในปีนี้
ในการตอบคำถามแรกว่าหุ้นจะขึ้นต่อหรือไม่ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่านักลงทุนมียอดการซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงถึงประมาณ 1.06 แสนล้านบาท อยู่ในระดับสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี และนับเป็นปีแรกที่มีนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติขายสินทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยออกอย่างต่อเนื่อง 3 ปี รวมเป็นยอดขายสุทธิประมาณ 3.86 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2013-2015 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ออกไปและยังไม่กลับเข้ามาในตลาดอีกกว่า 2 แสนล้านบาทเลยทีเดียว ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มที่จะยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติได้อีกในปีนี้
และเมื่อติดตามการเคลื่อนไหวของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย จะพบว่าในเดือนล่าสุดอยู่ที่ 180 พันล้านเหรียญสหรัฐ เข้าใกล้ระดับสูงสุดที่ 190 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2011 และการที่เศรษฐกิจประเทศไทยในปัจจุบันมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมากจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การลดลงของราคาน้ำมันและการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้มีแนวโน้มที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และอาจสูงถึง 200 พันล้านบาทภายในปี 2560 และแน่นอนว่าค่าเงินบาทก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจาก 36 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 34.6 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นการแข็งค่าขึ้นประมาณ 4% นับจากต้นปี และน่าจะแข็งค่าต่อเนื่องตามปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศ การแข็งค่าของเงินบาทนี้ก็เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนให้ SET Index มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นเช่นกัน เนื่องจากการที่ตลาดหุ้นไทยมีความสัมพันธ์กับค่าเงินบาท โดยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
ในการประมาณว่าตลาดจะขึ้นไปได้ถึงกี่จุดนั้น เรามามองดูค่า P/B ของ SET Index ย้อนหลังไปในอดีต จะพบว่าก่อนหน้าการปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดแต่ละครั้ง ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปถึงค่า P/B ระดับหนึ่ง แล้วจึงปรับตัวลดลง ในปี 2013 SET Index ปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ P/BV เท่ากับ 2.50 เท่า ส่วนในปี 2015 SET Index ปรับตัวขึ้นไปที่ P/B 2.20 เท่า ก่อนที่จะปรับตัวลดลงมา ในปัจจุบัน P/BV ของ SET Index อยู่ที่ประมาณ 1.95 เท่า นั่นหมายความว่า ดัชนีน่าจะปรับตัวขึ้นได้อีกประมาณ 5-10% ก่อนจะถึงระดับที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเราประมาณระดับ SET Index ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,600-1,650 จุด จากระดับปัจจุบัน ซึ่งจะได้ P/BV อยู่ที่ประมาณ 2.10 เท่า และหลังจากนั้นถ้าหาก SET Index จะมีการปรับฐานของดัชนี ก็น่าจะปรับตัวลดลงในระดับไม่เกิน 5-10% ทำให้จุดรับที่แข็งแกร่งจะอยู่ที่ประมาณ 1,480-1,500 จุด
เมื่อย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของ SET Index รายเดือน ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 1975 จะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วในปีที่ผลตอบแทน SET Index เป็นบวก จำนวนเดือนที่ SET Index มีผลตอบแทนเป็นบวกจะมากกว่าจำนวนเดือนที่ SET Index มีผลตอบแทนเป็นลบ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2012 ตลาดให้ผลตอบแทน 35.76% โดยมีเพียงเดือน พ.ค. เพียงเดือนเดียวที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 7.08% หรือในปี 2014 ที่ตลาดให้ผลตอบแทนในปีนั้น 15.32% และมีเพียง 3 เดือนที่ให้ผลตอบแทนติดลบ ได้แก่ เดือน ม.ค. ต.ค. และ ธ.ค. ในทางกลับกัน หากปีใดที่ SET Index ให้ผลตอบแทนติดลบ จำนวนเดือนที่ SET Index มีผลตอบแทนเป็นลบก็จะมากกว่าจำนวนเดือนที่ SET Index มีผลตอบแทนเป็นบวก ดังเช่นในปี 2015 ที่ผ่านมา ที่ผลตอบแทนทั้งปีติดลบ -14.00% และมีจำนวนที่ผลตอบแทนติดลบทั้งหมด 7 เดือนด้วยกัน นอกจากนี้ ในรอบ 41 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยมักจะติดลบในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. โดยติดลบถึง 28 ปี จาก 41 ปี ไม่ว่าในปีนั้นจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกหรือลบก็ตาม ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่มักจะเริ่มลดการลงทุนและปรับพอร์ตการลงทุน เพื่อเตรียมหยุดพักผ่อนยาวในเดือน ธ.ค.ของทุกปี
เมื่อนำข้อสังเกตนี้มาเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวของ SET Index ในปีปัจจุบัน จะเห็นว่า ตั้งแต่ต้นปี SET Index ปรับตัวขึ้นมาประมาณ 20% และใน 8 เดือนที่ผ่านมา มีเพียงเดือน เม.ย. เดือนเดียวเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนติดลบเล็กน้อยที่ ลบ 0.22% ดังนั้น คาดว่า SET Index น่าจะแกว่งตัวขึ้นไปได้ในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า และจะมีการปรับฐานในเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค. ประมาณ 5-10% และปรับตัวขึ้นต่อหลังจากนั้น โดยหาก SET Index สามารถปรับตัวทะลุ 1,650 จุดได้ ก็มีแนวโน้มว่าตลาดหุ้นจะขึ้นต่อเนื่องไปจนถึง 2,000 จุดได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า
ดังนั้นแล้ว นักลงทุนควรเตรียมปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงในภาวะตลาดกระทิง ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และไม่ควรตื่นตระหนกหากตลาดปรับตัวลดลง เนื่องจากในระยะ1-3 ปีแล้ว SET Index ยังน่าจะอยู่ในแนวโน้มเป็นขาขึ้นอยู่นั่นเอง







