
หนุนโรงแรมเล็กเข้าระบบ อานิสงส์กฎกระทรวงใหม่เอื้อ
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
กระทรวงมหาดไทย เพิ่งออกกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2559 วันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา เพราะที่ผ่านมามีการนำอาคารประเภทอื่นมาให้บริการที่พักโดยลักษณะและโครงสร้างอาคารเดิมไม่สอดคล้องกับอาคารที่จะนำมาประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารกำหนด ทำให้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมไม่ได้
การออกกฎกระทรวงนี้มาเพื่อให้อาคารที่มีอยู่แล้วได้ปรับปรุงแก้ไขให้มีลักษณะหรือมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารตามที่กฎหมายกำหนดจะได้ขออนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ซึ่งเรื่องนี้สร้างความดีใจให้โรงแรมเล็กๆ ที่ต้องการทำถูกต้องตามกฎหมายไม่น้อย
ศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมการค้าธุรกิจที่พักบูติกไทย (ทีบีเอเอ) เปิดเผยว่า เดิมผู้ประกอบการที่ดัดแปลงอาคารอื่นมาทำเป็นโรงแรมมีปัญหาจากการที่กฎหมายไม่เปิดช่องให้จดทะเบียนประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ไม่ได้เข้าสู่ระบบ การแก้กฎกระทรวงจึงเปิดช่องให้คนที่อยากเข้าระบบได้เข้ามา จึงถือเป็นแนวโน้มที่ดีในการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นไปตามกระแสท่องเที่ยวโลก
ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมพักโรงแรมขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ (บูติก โฮเต็ล) เน้นการออกแบบแปลกใหม่มากขึ้น เพื่อให้ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ หากรัฐให้โอกาสโรงแรมแปลกใหม่จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติขยายวันพักเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสดีที่ภาครัฐจะได้คุมกฎระเบียบและความปลอดภัยกับโรงแรมเล็กๆ ได้ และยังเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้นด้วย
“การมีกฎกระทรวงนี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเปิดโอกาสให้กลุ่มสตาร์ทอัพ ที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและมีเงินลงทุนน้อย นำบ้านเก่า ตึกแถวมาดัดแปลงเป็นห้องพักได้” ศุภฤกษ์ กล่าว
ปัจจุบันโรงแรมทั้งหมดในไทยมีเพียง 20-25% ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ที่เหลือ 75-80% ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบ ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมขนาดเล็ก การมีกฎกระทรวงทำให้โรงแรมเหล่านี้จดทะเบียนได้จะทำให้รัฐจัดเก็บสถิติด้านโรงแรมและท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ต่างจากทุกวันนี้ที่ไม่รู้สถิติจริงๆ ว่า มีโรงแรมทั่วประเทศกี่แห่ง เพราะกลุ่มที่ไม่ได้จดทะเบียนก็ไม่ได้ถูกเก็บสถิติไว้
สิ่งต่อไปที่รัฐควรทำคือ หาแนวทางช่วยให้โรงแรมเล็กๆ อยู่ได้ในภาวะที่ต้องมีต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นจากการต้องปรับปรุงหลายสิ่งให้สอดคล้องมาตรฐานกฎกระทรวงที่กำหนดและเสียภาษีในมาตรฐานเดียวกับโรงแรมใหญ่ เช่น จัดอบรมวิธีทำตลาด การบริหารจัดการ และการแก้ปัญหาระบบน้ำ ไฟ การบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น ส่วนสมาคมก็ตื่นตัวรับกฎกระทรวงฉบับนี้ โดยปลายเดือน ก.ย.นี้ จะเรียกประชุมสมาชิกแล้วเชิญเจ้าหน้าที่กรมการปกครองมาให้ข้อมูลกฎกระทรวงและแนวปฏิบัติให้สมาชิกเข้าใจมากขึ้นจะได้เตรียมตัวเข้าระบบดีขึ้น คาดว่าโรงแรมเล็กคงเตรียมตัวไม่นานเพราะส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องรอไว้แล้ว
ขณะที่อนาคตอยากให้รัฐปรับปรุงกฎหมายด้านโรงแรมเพิ่ม เน้นให้ครอบคลุมการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น โรงแรมที่อาจไม่ได้สร้างเป็นอาคารแต่เป็นรังไหมบนต้นไม้ หรือลอยบนอากาศที่อาจมีในอนาคต
แหล่งข่าวในวงการโรงแรม เปิดเผยว่า เท่าที่เปิดอ่านกฎกระทรวงฉบับนี้มาแม้จะเปิดช่องให้ผู้ที่ดัดแปลงอาคารอื่นมาทำโรงแรมได้ แต่เมื่อพิจารณาดีๆ ก็เป็นการเปิดให้ผู้ที่ดัดแปลงอาคารเป็นโรงแรมและเปิดไปเรียบร้อยแล้วแต่ไม่ถูกกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุปทานใหม่ที่จะเกิดหลังจากนี้ สังเกตได้จากข้อ 3 ของกฎกระทรวงที่ระบุว่า “กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับแก่อาคารที่มีอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับและจะเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม” แปลว่า อาคารใดก็ตามที่ใช้แล้วตั้งแต่ 19 ส.ค. 2559 ยื่นขอใบอนุญาตได้ แต่ที่ยังไม่ได้สร้างหรือกำลังสร้างไม่น่าจะขอใบอนุญาตได้เพราะสิ่งที่กำลังก่อสร้างไม่ถือเป็นอาคาร
นอกจากนั้น อาคารบางประเภท เช่น คอนโดมิเนียม ที่ปัจจุบันนำห้องพักมาปล่อยเช่ารายวันเหมือนโรงแรมแล้วอยากขอใบอนุญาตก็ไม่ได้หมายความว่าทำได้ทุกแห่ง หากเป็นคอนโดมิเนียมที่ขายให้นักลงทุนไปแล้วมีการเปลี่ยนทั้งอาคารเป็นโรงแรม 100% ขอเป็นโรงแรมได้ แต่ถ้ามีบางห้องในคอนโดมิเนียมมีคนพักอาศัยแล้วขายเป็นห้องพักรายวันแค่บางห้องหรือเหมาห้องพักบางชั้นมาขายรายวันไม่น่าจะขอใบอนุญาตได้
เมื่อรัฐเปิดช่องแล้วใครอยู่นอกระบบควรรีบเข้าระบบ เพราะใครไม่ยอมเข้าทั้งที่มีโอกาส รัฐบาลคงรอจัดการแน่นอน







