
EGCO รุกต้นน้ำ บุกต่างประเทศ
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในประเทศเกิดยากขึ้นเพราะมีข้อจำกัดมาก ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมถึงบริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) มุ่งหาโอกาสเติบโตจากต่างประเทศ เป็นการเปิดโอกาสทองให้กับธุรกิจไฟฟ้าของไทย
“ชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย” กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO ให้สัมภาษณ์ว่า มีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 7-8 โครงการ ขนาดกำลังผลิตรวม 1,709 เมกะวัตต์ จะทยอยจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ครบทุกโครงการในปี 2562 เมื่อรวมถึงแผนธุรกิจในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปีต่อเนื่อง ตามที่สัญญาไว้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างแน่นอน บริษัทจึงเลือกลงทุนในแต่ละโครงการโดยพิจารณาผลตอบแทนเป็นหลัก ไม่ได้ตั้งเป้าขนาดเมกะวัตต์ของพอร์ตเหมือนบริษัทอื่น
กลยุทธ์ทางธุรกิจภายใน 5 ปี บริษัทจะขยับไปสู่ธุรกิจต้นน้ำทั้งก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน เพราะเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญในการพัฒนาโรงไฟฟ้าต่างประเทศที่ไม่มีแหล่งเชื้อเพลิง ปัจจุบันบริษัทมีเหมืองขนาดเล็กแห่งเดียวในอินโดนีเซียที่ขายถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้าในอินโดนีเซีย ส่วนพันธมิตรด้านก๊าซมีทั้งในและต่างประเทศ ส่วนเหมืองถ่านหินก็น่าสนใจลงทุนในภาวะราคาขณะนี้ รูปแบบคือการเข้าไปซื้อกิจการ
สำหรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ บริษัทจะมุ่งหาโอกาสจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินรวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากไม่มีโอกาสลงทุนในประเทศ เพราะตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ฉบับปัจจุบันโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานทดแทนที่มีขนาดไม่ใหญ่ โดยอีก 10 ปีข้างหน้าจะไม่มีโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (ไอพีพี) เกิดขึ้น
ปัจจุบันฐานธุรกิจในต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในฟิลิปปินส์ที่บริษัทเข้าไปทำธุรกิจมาประมาณ 17 ปี คือโรงไฟฟ้ามาซินลอคประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ บริษัทถือหุ้น 49% ส่วนที่เหลือเป็นพันธมิตรคือ เออีเอส คอร์ปอร์เรชั่น และขณะนี้ยังมีการศึกษาอีกหลายโครงการ ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานทดแทน ทั้งนี้ต้องพิจารณาในหลายด้าน ทั้งการปิดความเสี่ยง ผลตอบแทนต้องได้ตามเป้าหมาย ฟิลิปปินส์ยังขาดแหล่งก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นการเข้าไปทำโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ บริษัทจะต้องหาพันธมิตรที่มีความพร้อมในการจัดก๊าซเข้าไปร่วมธุรกิจด้วย
ด้านการลงทุนในลาวบริษัทถือหุ้น 12.5% ในโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีคาดจะก่อสร้างเสร็จในปี 2562 รวมถึงการถือหุ้นในโรงไฟฟ้าเขื่อนพลังน้ำอีก 2 โครงการ คือโรงไฟฟ้าปากเบ็งขนาด 912 เมกะวัตต์ บริษัทถือหุ้นประมาณ 30% ร่วมกับพันธมิตรจีน คาดจะเริ่ม COD ในปี 2568 และถือหุ้นเบื้องต้น 25% ในโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 1 ขนาด 650 เมกะวัตต์ คาดจะจ่ายไฟฟ้าในปี 2565
ในเวียดนาม บริษัทร่วมถือหุ้น 30% กับบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล และกลุ่มคิวชู ประเทศญี่ปุ่นทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 1,220 เมกะวัตต์ จะจ่ายไฟในปี 2566 ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ สตาร์ เอนเนอร์ยี่ ในอินโดนีเซีย กำลังการผลิต 227 เมกะวัตต์ บริษัทร่วมถือหุ้น 20% มีโอกาสขยายหน่วยที่ 3 และ 4 เพราะมีอายุสัมปทาน 30 ปี ขนาด 400 เมกะวัตต์ และยังหาโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าประเภทอื่นอีก
“กลยุทธ์การลงทุนในต่างประเทศ เราเข้าร่วมถือหุ้นก่อน หากมีโอกาสจะทยอยเพิ่มสัดส่วนหรือเข้าซื้อกิจการ เพราะการเข้าไปลงทุนในประเทศใหม่ยากกว่า เมื่อเทียบกับการซื้อโครงการที่จ่ายไฟฟ้าแล้วสร้างผลตอบแทนเข้ามาทันที จากนั้นเมื่อเห็นโอกาสการเติบโตจะขยายการลงทุนเพิ่มในพื้นที่เดียวกันได้ ที่ผ่านมามีธุรกรรมเสนอเข้ามาให้พิจารณาซื้อกิจการเยอะมากหลายทางเลือก เพราะคนขายเห็นว่าเราทำธุรกิจนี้อยู่แล้วในต่างประเทศ และมีความมั่นคงในการทำธุรกิจสามารถทำผลตอบแทนได้จึงเป็นข้อได้เปรียบ”
สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในประเทศจะเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวล เนื่องจากรัฐบาลส่งเสริมแต่ก็ควรดูแลจำนวนด้วย หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาแหล่งเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ ส่วนพลังงานประเภทอื่นบริษัททำทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพร้อมจะเข้าร่วมประมูลหากรัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่ม ตามแผน พีดีพีจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานลมรวมทั้งสิ้นประมาณ 2,300-2,700 เมกะวัตต์ ทุกปีจะมีเฉลี่ย 130 เมกะวัตต์ จนครบแผน ส่วนโรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม จะเริ่ม COD ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ และยังมีพื้นที่เหลือที่จะทำโครงการใหม่ รวมถึงยังมีพื้นที่ในภาคตะวันออกรองรับโรงไฟฟ้าพลังงานลมด้วย
โครงการโซลาร์ฟาร์มยังน่าสนใจคุ้มค่ากับการลงทุน ปัจจุบันมีราคารับซื้อไฟฟ้าที่ 6.66 บาท/หน่วย ด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ต้นทุนการลงทุนลดลงจึงมีผู้เข้ามาแข่งขันจำนวนมาก ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหิน บริษัทแจ้งทางการเรื่องยังมีพื้นที่เหลืออยู่บริเวณโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีที่มีเครื่องผลิต 2 หน่วย รวมประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ สามารถเพิ่มอีกประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ คาดจะทราบผลเร็วๆ นี้ หากได้รับการอนุมัติจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี เบื้องต้นงบลงทุนประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ/เมกะวัตต์ และบริษัทยังมีความพร้อมลงทุนทดแทนโรงไฟฟ้าตามแผนพีดีพีที่ล่าช้าในหลายโครงการ เช่น
โรงไฟฟ้ากระบี่ เพราะบริษัทมีโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยผลิตที่ 4 เริ่มผลิตจ่ายไฟฟ้าแล้วตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. 2559 ทดแทนหน่วยที่ 2 และ 3 ที่หมดสัญญาลงและรื้อหน่วยผลิตแล้ว ทำให้มีพื้นที่พร้อมทำโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมได้ขนาดประมาณ 700-900 เมกะวัตต์
อีกกลยุทธ์ธุรกิจที่สำคัญคือการดูแลโรงไฟฟ้าเดินเครื่องให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุดและมีการเปรียบเทียบความสามารถกับคู่แข่งในโลก เพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้ามาที่บริษัทให้มากที่สุด







