
ประเทศไทยวันนี้ ควรแก้ปัญหาทุจริต?(จบ)
โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์
โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์
ต่อจากฉบับที่แล้ว ที่ธนาคารโลกได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จัดให้มีการศึกษาแลกเปลี่ยนมาตรการต่างๆของผู้บริหารทั้งภาครัฐ เอกชน และอื่นๆ ต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นมาเกือบ 30 ปี ได้นำไปสู่มาตรการต่างๆ ที่หลายๆ ประเทศ รวมทั้งสหรัฐ อังกฤษ ประเทศในยุโรปตอนเหนือ (สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฯลฯ) ฮ่องกง มาเลเซีย ฯลฯ ได้ทดลองนำไปใช้และส่งผลให้คะแนน CPI ของประเทศเหล่านั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประการแรกคือ สัจธรรมที่ว่า...อำนาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น!!!
2) หลักการพื้นฐานที่ว่า...มนุษย์ต้องการปัจจัย 4 ให้เหมาะสมก่อนที่ศักดิ์ศรีของความเป็นคนจะพัฒนาขึ้น ระบบราชการจึงต้องดูแลให้บุคลากรมีความพร้อมสมบูรณ์ด้านปัจจัย 4 ก่อนที่จะมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านการปกครองดูแลสังคม ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารบุคลากรภาครัฐตามแนวทางนี้ เช่น ณ วันนี้ บุคลากรที่รับเข้าสู่ระบบเมื่อจบอุดมศึกษา จะได้รับค่าตอบแทน (คิดเทียบประเทศไทย) ประมาณ 5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งเพียงพอสำหรับคนโสดในสิงคโปร์ ฮ่องกง และสูงกว่าราคาตลาดของอาชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ หรือบริษัทข้ามชาติต่างๆ ประมาณร้อยละ20-30 ต่อมาอีกประมาณ 10 ปีที่ช่วงอายุของบุคคลเหล่านี้เริ่มจะมีครอบครัว มีที่อยู่อาศัย ฯลฯ รายได้เฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 1-1.5 แสนบาท/เดือน และเมื่ออยู่ในระดับบริหารต้นๆ มีอายุงานประมาณ 15-20 ปี ค่าตอบแทนจะอยู่ที่ช่วง 2-3 แสนบาท/เดือน ในที่สุดเมื่อดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ จะได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ย 4-5 แสนบาท/เดือน ทำให้มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม (SES) ในระดับกลางค่อนข้างสูง หรือช่วงร้อยละ 25 ของประชากรในประเทศ และยังมีระบบสวัสดิการที่ครบถ้วนเฉพาะตัวข้าราชการ
สรุป บุคลากรภาครัฐทุกๆ ระดับจะได้รับระบบค่าตอบแทนที่เพียงพอต่อการดำรงชีพและสถานภาพทางสังคม เมื่อคำนึงถึงแบบแผนการใช้ชีวิตของตนเองและครอบครัวแล้ว ก็จะถือว่าเป็นระดับชนชั้นกลางค่อนข้างสูง การศึกษาข้อมูลต่อเนื่องหลายๆ 10 ปี ปรากฏว่า มีการทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ โดยเฉพาะไม่มีภาระหนี้สิน หรือการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ฯลฯ ครอบครัวมีขนาด 3-4 คนเท่านั้น แบบแผนชีวิตค่อนข้างระมัดระวังไม่ฟุ่มเฟือยหรูหรา ฯลฯ
3) ปัจจุบันประเทศไทยมีบุคลากรภาครัฐประมาณเกือบ 3 ล้านคน ถ้าปรับเปลี่ยนวิธีคิด (Mind Set) ให้ระบบราชการไทยวันนี้เป็นผู้กำหนดกติกา มีขนาดเหมาะสม มีสถานภาพของชนชั้นนำทางการศึกษาและวิถีชีวิต อาทิ กระจายงานด้านการให้บริการต่างๆ ที่ระบบราชการทำอยู่ออกไปสู่ภาคอื่นๆ เช่น บุคลากรทางด้านการศึกษาจำนวนกว่า 4 แสนคน บุคลากรทางด้านสาธารณสุขเกือบ 2 แสนคน บุคลากรด้านภารกิจการสอบสวนในราชการตำรวจเกือบแสนคน บุคลากรในราชการส่วนภูมิภาคของส่วนราชการทั้ง 20 กระทรวง ที่อาจจะค่อยๆ มอบหมายให้ท้องถิ่นต่างๆ ที่มีความพร้อมรับไปดำเนินการได้อีกหลายหมื่นคน รวมทั้งพนักงานราชการต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่ควรมอบให้องค์กรประชาชน หน่วยงานการกุศล หน่วยงานทางศาสนา ตลอดจนประชาชนเองรับไปดำเนินการอีกหลายหมื่นคน ฯลฯ จะทำให้ระบบราชการในศตวรรษที่ 21 ของประเทศไทยคงเหลือแต่งานสำคัญๆ ที่ราชการต้องใช้อำนาจรัฐ ต้องใช้กฎหมาย ต้องใช้ดุลพินิจระดับสูงๆ ฯลฯ ถ้าใช้ข้อมูลของหลายๆ ประเทศที่นำมาแลกเปลี่ยนกันคือ ประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนก่อนการเปลี่ยนวิธีคิด ทำให้ตัวเลขของประเทศไทยจะตกประมาณ 7-9 แสนคนเท่านั้น ทำให้ค่าตอบแทนของบุคลากรภาครัฐสามารถเพิ่มขึ้นได้เกือบ 3 เท่าตัวทันที!!!
ขณะนี้บุคลากรภาครัฐ 1 คน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 25 ล้านบาท รวมเงินเดือนและสวัสดิการทุกประเภท ดังนั้นการลดจำนวนลง 2 ใน 3 ซึ่งควรทำได้ในช่วงเวลา 10-20 ปี โดยใช้มาตรการปรับเปลี่ยนวิธีทำงาน การปรับโครงสร้าง การกำหนดอัตราเกษียณอายุ การส่งเสริมการใช้สิทธิบำเหน็จบำนาญก่อนการเกษียณ ฯลฯ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ ซึ่งขนาดนี้สูงกว่าร้อยละ 50 ของงบประมาณประจำปีมาตั้งแต่ปี 2554 แล้วลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น การปฏิรูปใดๆ ที่สังคมกำลังรอคอย อาทิ การศึกษา สาธารณสุข ความยุติธรรม ความสงบสุข การกินดีอยู่ดี ฯลฯ จะเกิดขึ้นมิได้เลยถ้าปราศจากการปฏิรูประบบราชการเสียก่อน เพราะรัฐไทยคุ้นเคยกับการปกครองแบบพ่อปกครองลูกของระบบราชการไทยมาหลายร้อยปี ลำพังการมีกฎหมาย มีการเรียกร้องจากทุกภาคส่วนของสังคม รวมทั้งการจัดอันดับของนานาชาติ คงไม่ช่วยให้ระบบราชการเปลี่ยนแปลง (Change) ได้ ความล้มเหลวของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้ง 11 แผน ที่มีเกือบ 50 ปี พิสูจน์ชัดเจนว่า แนวคิดที่ถูกต้องเมื่อกลไกการปฏิบัติไม่เอื้ออำนวยก็เป็นเพียงเอกสารทางวิชาการเท่านั้น
สังคมไทยมิใช่สังคมที่ติดกับดักชนชั้นกลางตามที่ทางราชการกล่าวถึง แต่เป็นสังคมที่มีคนจนมากมาย ขณะที่คนรวยก็มีทรัพย์สินมหาศาล ค่าดัชนีแสดงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสังคมที่ด้อยพัฒนา ความไม่เท่าเทียมของฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ในชนบทที่ขาดการศึกษาที่มีคุณภาพ การสาธารณสุข ตลอดจนบริการต่างๆ ที่ประเทศไทยลงทุนทุ่มเทมาตลอดแผนพัฒนาฯ







