posttoday
การหลอกลวงและภัยทางการเงิน

การหลอกลวงและภัยทางการเงิน

22 สิงหาคม 2559

โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

“ทุกวันนี้เราจะหาคนไว้เนื้อเชื่อใจในเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ได้กันหรืออย่างไร” เรื่องมันมักจะมาจากคนใกล้ชิด คนใกล้ตัว ประเภท เพื่อนกัน เพื่อนของเพื่อน ญาติกัน ญาติของเพื่อน เพื่อนของญาติ เพื่อนที่ทำงาน หรืออื่นๆ อีกมากมาย จนบางครั้งผมสงสัยว่าเป็นเพราะวัฒนธรรม หรือพื้นเพของสังคมเราที่เน้นความเป็นญาติพี่น้องกันทั้งทางสายเลือดและทางสายสัมพันธ์กัน จนเราให้ความไว้วางใจในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ หรือทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้

“ความรู้สึกที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมากจนขาดภูมิคุ้มกันว่าอะไรควรเปิดเผย อะไรควรมอบหมาย มาบวกกับเรื่องที่สองคือ ความรู้เรื่องทางการเงินน้อยด้วย เหตุของการเรียนรู้ที่เอาแต่ฟังแล้วเชื่อ ไม่เป็นแบบหลายๆ ที่ที่เขาจะเริ่มจากการฟัง แล้วอ่านรายละเอียด ถามในจุดที่สงสัย แล้วจึงคิดว่าจะเชื่อดีหรือไม่ สองปัจจัยข้างต้นเมื่อตามด้วยความโลภที่มาบังตา หรือพฤติกรรมทางวิชาการ ที่ระบุว่า “การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงโดยยอมแลกกับความเสี่ยงที่ไม่รู้จัก หรือความเสี่ยงที่ประเมินไม่ออก หรือความเสี่ยงที่ประเมินออกมาได้หากแต่ยังยอมรับเพราะผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้มาบังตา” ภาษาอังกฤษ Search For Yield” เมื่อสามปัจจัยหรือผีสามตัว ผีสามบาทมาเจอกันก็จะกลายเป็นหายนะกับทรัพย์สินเงินทองของตนเองหรือของครอบครัวทันที จากข้อมูลของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ชื่อย่อ ศคง. ชื่อสามัญจำง่ายๆ 1213 ได้รายงานออกมาว่า

ยอดร้องเรียนเรื่องภัยการเงินไตรมาส 2 ปี 2559 มีจำนวนการหลอกลวงทางอีเมลและโซเชียลมีเดียติดอันดับขึ้นมาแซงหน้าการหลอกลวงทางโทรศัพท์ โดยเฉพาะการที่เจ้าของเงินเจ้าของบัญชีถูกหลอกเอาบัตรเครดิต บัตรเดบิต ไปใช้มาเป็นอันดับหนึ่ง โดยมียอดการแจ้งทั้งสิ้น 146 รายการ อันดับแรก ยังคงเป็นปัญหาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่น โดยเฉพาะบัตรเครดิตถูกขโมยไปใช้งาน ก่อนที่เจ้าของจะอายัดบัตร 42 รายการ

อันดับที่สอง เป็นการหลอกลวงผ่านทางอีเมล (e-mail) และโซเชียลมีเดีย (Social Media) เช่น การถูกหลอกลวงทางเฟซบุ๊ก (Facebook) โดยบอกว่าจะได้รับเงินหรือของมีค่าจากต่างประเทศแต่ต้องโอนเงินไปชำระค่าธรรมเนียมก่อน จำนวน 30 รายการ

อันดับที่สาม ได้แก่ การหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มียอดร้องเรียนรวม 25 รายการ

อันดับที่สี่ ได้แก่ การสวมรอยปลอมแปลงเอกสารแสดงตัวตน มีร้องเรียนและแจ้งร้องเรียนทั้งสิ้น 21 รายการ

อันดับที่ห้า ได้แก่ การปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 6 รายการ

ศคง.ได้ระบุต่อไปในการรายงานประจำไตรมาสด้วยว่า ในการร้องเรียนนั้นพบว่าเรื่องที่มีมูลค่าความเสียหายสูงเกิดจากการถูกหลอกลวงโดยคนรู้จักหรือคนใกล้ชิด โดยมีมูลค่าความเสียหายสูงสุด 2 ล้านบาทเลยทีเดียว

ปัจจุบันดูเหมือนจะมีการออกมาชักชวนการระดมทุนในรูปแบบใหม่ๆ แปลกๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูง และรับประกันผลตอบแทน โดยระบุว่า ไม่มีความเสี่ยงแต่อย่างใดอย่างต่อเนื่อง และมีการหลอกล่อ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงรูปแบบ สร้างเรื่องราว ใช้คนหรือตัวละครที่มีชื่อเสียง รูปร่างหน้าตา เสื้อผ้าหน้าผมสวยงาม อลังการงานสร้างประมาณนั้นมาเป็นแม่เหล็กในการนำเสนอ จนบางกรณีมันเข้าข่ายหมิ่นเหม่ที่จะผิดกฎหมายแต่ก็ยากที่จะชัดเจนว่าผิดหรือไม่ผิด เป็นต้น 

เช่น ลงทุนในกิจการอะไรก็ไม่รู้จะเป็นสบู่ จะเป็นครีม จะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออะไรก็ตาม แต่บอกว่าจะได้ผลตอบแทนสูงเกิน 10% คิดอย่างคนทั่วไปที่ไม่มีอาการโลภ ก็น่าจะตระหนักได้ว่ามันจะจริงได้อย่างไร แต่ทำไมถึงยังมีคนจะเข้าไปติดกับดัก จะเข้าไปลงทุน มันเกิดได้อย่างไร ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแทบจะท่วมตัวในขณะนี้

ข้อความที่ว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ที่คิดจะลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดี (ขีดเส้นใต้คำว่าให้ดี) ก่อนการตัดสินใจ เพราะถ้าเชื่อความโลภมากกว่าความรู้จริง มากกว่าความระมัดระวัง ก็ยากที่จะไม่เจอกับทุกข์ในที่สุด “ตนแลจึงเป็นที่พึ่งแห่งตน” นั้นดีที่สุด อวิชชาจะไม่สามารถทำอะไรกับผู้ที่ได้ชื่อและปฏิบัติจนตื่นรู้ว่าอะไรถูก อะไรควร อะไรคือโลภ อะไรคือจริง...ขอความปลอดภัยจงมาเกิดแก่ท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยนะครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ