
ASPขยับกำไรบจ.2ปี
ไตรมาส2สูงเกินคาด/เตือนดัชนีเสี่ยงปรับฐาน/เลือกหุ้นดี
ไตรมาส2สูงเกินคาด/เตือนดัชนีเสี่ยงปรับฐาน/เลือกหุ้นดี
โพสต์ทูเดย์ - เอเซีย พลัส ปรับเพิ่มเป้าหมายกำไร บจ.ปีนี้เป็น 8.6 แสนล้านบาท ส่วนปีหน้า 9.4 แสนล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีรธรรม ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปีนี้และปีหน้าเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม ภายหลังจาก บจ.ทั้งตลาดประกาศผลกำไรงวดไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2559 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งประมาณการกำไรใหม่ในปีนี้คือ 8.60 แสนล้านบาท จาก 8.44 แสนล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 90.14 บาท จากเดิม 88.66 บาท ส่วนปีหน้าอยู่ที่ 9.4 แสนล้านบาท จากเดิม 9.30 แสนล้านบาท กำไรต่อหุ้น 98.5 บาท เพิ่มขึ้น 1% จากเดิมที่ 97.65 บาท ทำให้เป้าหมายดัชนีปีนี้เพิ่มจากเดิม 1,450 จุด เป็น 1,470 จุด กำหนดโดยใช้ พี/อี 16.3 เท่า ดัชนีตอนนี้ถือว่าเกินดัชนีเป้าหมายปีนี้ไปแล้วกว่า 4% ส่วนดัชนีเป้าหมายปี 2560 ภายใต้ประมาณการใหม่จะอยู่ที่บริเวณ 1,580 จุด อิง พี/อี 16 เท่า
“ประมาณการกำไร บจ.ที่ขยับขึ้นยังเป็นตัวเลขเบื้องต้นหลังครึ่งปี 2559 มีกำไรออกมา 4.78 แสนล้านบาท มากกว่า 57% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่คาดไว้เดิมที่ 8.44 แสนล้านบาท จึงต้องขยับและจะชัดเจนหลังนักวิเคราะห์ของบริษัทได้ออกไปพบ บจ. และจะกลับมาวิเคราะห์ตัวเลขทั้งหมดอีกครั้ง” นายเทิดศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนับจากนี้มีความเสี่ยงต่อการปรับฐานได้ตลอดเวลาจึงแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตโดดเด่น และราคายังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด ได้แก่ 1.หุ้นกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะธุรกิจหมู-ไก่-กุ้ง ที่ได้อานิสงส์จากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาล ช่วยหนุนความต้องการมากขึ้น เช่น บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) ราคาพื้นฐานที่ 5.40 บาท และบริษัท จีเอฟพีที (GFPT) ราคาพื้นฐานปีหน้าที่ 17 บาท
2.กลุ่มโรงพยาบาล แม้ผลประกอบการครึ่งปีแรกจะไม่ค่อยดีนัก แต่คาดว่าในช่วงไตรมาส 3 กลุ่มโรงพยาบาลน่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ราคาเป้าหมาย 202 บาท และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ราคา 25 บาท ได้ประโยชน์จากช่วงฤดูร้อนของชาวตะวันออก และโรคที่มากับฤดูฝนในไทย 3.หุ้นน้ำมัน ที่ได้ปัจจัยหนุนจากการปรับขึ้นแรงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ราคาพื้นฐาน 89 บาท ที่ราคาหุ้นยังขึ้นน้อยกว่าตลาด แม้ราคาตลาดจะมีโอกาสปรับขึ้นเหลือ 7.8% แต่หากไปใช้ราคาปีหน้าที่ 108 บาท จะมีโอกาสขยับขึ้น 30.9% ขณะที่บริษัท ปตท. (PTT) ราคาพื้นฐานอยู่ที่ 342 บาท แม้เต็มมูลค่าปีนี้ แต่หากไปใช้ราคาปี 2560 จะอยู่ที่ 400 บาท มีโอกาสขยับขึ้น 15.2%
นอกจากนี้ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง โดยเฉพาะหุ้นที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ อาทิ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ราคาเหมาะสมที่ 47 บาท และบริษัท ทีพีไอโพลีน (TPIPL) ราคาเหมาะสมที่ 2.65 บาท
นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า ดัชนีเสี่ยงปรับฐานได้ตลอดหลังขึ้นมาต่อเนื่องจากเงินทุนไหลเข้า หลังจากนี้ต้องจับตาประเด็นต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากต่างประเทศในการประชุมต่างๆ ซึ่งต้องรอดูว่าตลาดจะตีความกันอย่างไรและจะมีผลต่อการไหลเข้าของเงินทุน รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย คาดว่าภาวะตลาดหลังจากนี้จะผันผวน มองกรอบแนวรับไว้ที่ 1,530-1,550 จุด
“หุ้นจะเคลื่อนไหวผันผวนและหากดูกระแสการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศจะเห็นว่าเริ่มแผ่วลง ขณะเดียวกันก็มีการเปิดช็อตไว้ในตลาดฟิวเจอร์ค้างอยู่กว่า 2 หมื่นสัญญา ซึ่งสะท้อนว่าแรงซื้อของต่างชาติจะแผ่วลง”
ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสูงถึง 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 10% ของเม็ดเงินที่ซื้อรวมกัน 5 ประเทศ สูงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีตโดยเฉพาะในปี 2552 (หลังฟื้นจากวิกฤตซับไพรม์) ต่างชาติซื้อหุ้นไทยมีสัดส่วนเพียง 3% ของเม็ดเงินที่ซื้อรวมกัน 5 ประเทศสะท้อนว่าต่างชาติมีความสนใจตลาดหุ้นไทยมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 20.11% จากต้นปีสูงสุดในตลาดหุ้นภูมิภาคเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 18.91% ฟิลิปปินส์ 14.30% ไต้หวัน 9.41% และเกาหลีใต้ 4.87% ซึ่งยังไม่รวมผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทที่แข็งค่าราว 1% ในช่วง 1 เดือน จึงมีโอกาสเจอแรงขายทำกำไร
ดัชนีหุ้นวันที่ 19 ส.ค. 2559 มีแรงขายออกมาอย่างหนักในช่วงบ่าย ปิดตลาดที่ระดับ 1,538.76 จุด รูดลง 8.25 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 51,397 ล้านบาท และต่างชาติซื้อสุทธิเพียง 441 ล้านบาท







