
อภิศักดิ์ เปิดผลงานคลัง องค์กรนำกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คชส.) ดำเนินการบริหารประเทศมาแล้วครบรอบ 2 ปี โดย กระทรวงการคลัง ถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายด้าน ท่ามกลางมรสุมปัญหาเศรษฐกิจทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศไทยที่รุมเร้าเข้ามา
อย่างไรก็ตาม อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวมั่นใจว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้ได้มีการวางพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทย ที่ทำให้มีความสามารถที่จะรับภาวะความผันผวนได้จากทั้งภายในและภายนอกประเทศมากขึ้น รวมทั้งปัญหาเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ท่องเที่ยวเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยสะดุด
แม้แต่การเปิดให้ประชาชนลงประชามติรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 รมว.คลัง ก็ระบุชัดเจนว่า ไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไรก็ไม่กระทบกับเศรษฐกิจเช่นกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยของกระทรวงการคลังและรัฐบาล มองข้ามเรื่องการเมือง และมั่นใจว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตได้ตามเป้าหมายที่คาดไว้ 3.3%
รมว.คลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังถือเป็นกระทรวงที่มีผลงานออกมามากที่สุดกระทรวงหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกระทรวงการคลัง คือการทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และมีวินัยการเงินการคลัง
“การทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืนซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะทุกคนจับต้องได้ง่าย เชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้โตได้มากกว่า 3% เนื่องจากเศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัวได้ 3.2% และเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 3.5% มากกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2558 ที่ขยายตัวได้ 2.8% แสดงให้เห็นการฟื้นตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง” รมว.คลัง กล่าว
ในส่วนของการลดความเหลื่อมล้ำ ได้มีการเติมเงินให้ประชาชนผ่านกองทุนหมู่บ้าน มีการให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงการค้ำประกันสินเชื่อและลดอัตราภาษีให้ เพราะถือว่าเป็นฐานรากที่สำคัญของเศรษฐกิจ
รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมจากการเก็บภาษีมรดกที่มีผลบังคับใช้ การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการออกกฎหมาย และโครงการพี่ช่วยน้องให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของไทยให้ลดลง
ขณะที่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ได้มีการเร่งลงทุนภาครัฐ มีการส่งเสริมให้ลงทุนร่วมรัฐและเอกชน หรือพีพีพี มีการเร่งการพิจารณาโครงการพีพีพีจาก 2 ปี ให้เหลือ 8-9 เดือน ทำให้เดินหน้าโครงการพีพีพีได้ 5-6 โครงการ ช่วยลดภาระงบประมาณและการก่อหนี้ของประเทศ
ด้านการเร่งลงทุนโครงการรัฐส่วนอื่นๆ ก็มีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการเริ่มมีการเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา เช่น การโครงการรถไฟฟ้า และมีอีกหลายโครงการที่เริ่มมีการก่อสร้าง เช่น รถไฟความเร็วสูง หรือถนนมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช เป็นต้น
นอกจากนี้ คลังยังเร่งการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากที่สุด เพราะมีมูลค่าสูงแต่ที่ผ่านมาเอกชนยังไม่ยอมลงทุน มีการลงทุนบ้างแต่ก็ยังล่าช้าอยู่ ก็ได้มีการออกมาตรการให้หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หากเริ่มลงทุนในปีนี้ มีการให้หักลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า สำหรับการลงทุนเพื่อการพัฒนาและวิจัยในอุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด ทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนเพิ่มขึ้น
สำหรับด้านการรักษาวินัยการเงินการคลัง กรมบัญชีกลางได้เริ่มประมูลจัดซื้อจัดจ้างแบบอี-บิดดิ้ง และอี-มาร์เก็ต สามารถประหยัดงบประมาณได้ 3-4 หมื่นล้านบาท บางโครงการประหยัดได้ 30% โดยเฉลี่ยประหยัดงบประมาณได้ถึง 10% นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการออกกฎหมาย พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ทำให้ประหยัดเงินของประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการออกกฎหมาย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ทำให้การดูแลการเงินการคลังของประเทศในภาพรวมมีประสิทธิภาพและมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนมากขึ้น
กระทรวงการคลัง ยังมีการวางโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ทำระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพย์เมนต์ ประหยัดต้นทุนการชำระเงินจากการใช้ธนบัตรได้หลายหมื่นล้านบาท ทำให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าถึงการบริการทางการเงิน ซึ่งจะเป็นการยกระดับของประเทศให้แซงหน้าประเทศคู่แข่งขันได้
อภิศักดิ์ ระบุว่า นอกจากผลงานที่กระทรวงการคลังทำในช่วงที่ผ่านมาจำนวนมาก แต่ในอนาคตคลังก็ยังมีแผนการออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจของประเทศต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการดูแลผู้สูงอายุ ให้มีการตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) การลดหย่อนภาษีให้ผู้ประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุทำงาน และการออกสินเชื่อผู้สูงอายุโดยให้นำบ้านมาค้ำประกันเพื่อจะได้มีรายได้ใช้หลังเกษียณอายุ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการแก้หนี้นอกระบบ ใช้มาตรา 44 ห้ามปล่อยกู้นอกระบบ โดยดึงให้เข้ามาอยู่ในระบบทั้งหมด การออกกฎหมายเพื่อที่จะดึงสหกรณ์ออมทรัพย์มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง
ในขณะเดียวกันได้มีการออกกฎหมายควบคุมดูแลรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะมีการตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ซูเปอร์โฮลดิ้ง ขึ้นมาดูแลกำกับรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพให้มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันการเมืองเข้าแทรกแซงหาผลประโยชน์ทั้งหมด
ทั้งนี้ จะมีการออกมาตรการใหม่ซึ่งได้มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทยอยพิจารณาเห็นชอบ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้ขยายตัวได้สูงและมีเสถียรภาพมากขึ้น







